รฟม.อัพเดทรถไฟฟ้าสีส้ม ลุ้นเปิดทดลองส่วนตะวันออกปลายปี 70-งานซ่อมอุโมงค์คืนผิวจราจร ต.ค.70
นายกาญผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)เปิดเผยถึงทิศทางและความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล ว่า เริ่มที่ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ส่วนตะวันออกศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี/แยกร่มเกล้า) ความคืบหน้าปัจจุบันกำลังเร่งรัดการก่อสร้าง โดยมีกำหนดการส่งมอบขบวนรถขบวนแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2569 และจะทยอยส่งมอบครบภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2570 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทดสอบระบบและทดลองเดินรถร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 6 เดือนคาดว่าจะสามารถเปิดทดลองเดินรถให้ประชาชนทดลองใช้บริการได้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2570 และเปิดให้บริการเก็บค่าโดยสารอย่างเป็นทางการในเดือน มกราคม พ.ศ. 2571
ขณะที่ความคืบหน้า รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ส่วนตะวันตก บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานก่อสร้างงานโยธา คาดว่าจะมีกำหนดการเปิดให้บริการภายใน ปี 2573
นายกาญผจญ กล่าวว่า ในส่วนของความคืบหน้า รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ) การก่อสร้างงานโยธายังคงยึดตามแผนเดิมที่จะแล้วเสร็จปลายปี พ.ศ. 2570 ส่วนงานเดินรถอยู่ระหว่างทบทวนรูปแบบการลงทุนและตัวเลขทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายค่าโดยสารและแนวทางการโอนย้ายโครงการ คาดว่าจะเสนอขออนุมัติรูปแบบการลงทุนภายในช่วงปลายปี 2569 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคัดเลือกผู้ลงทุน โดยมีเป้าหมายเปิดเดินรถเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งอาจมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการทยอยเปิดทดลองเดินรถเป็นช่วงๆ (เช่น จากวงเวียนใหญ่ถึงหอสมุดแห่งชาติ) ก่อนเปิดครบตลอดสาย
นายกาญผจญ กล่าวว่า นโยบายการโอนย้ายโครงการและการบูรณาการบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาล รฟม. อยู่ระหว่างเตรียมการรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. ในฐานะหน่วยงานหลักเพียงหน่วยงานเดียว (Single Operator) ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งบูรณาการระบบขนส่งมวลชนทางรางให้เป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน โดยจะเริ่มต้นจากการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือ แนวทางการดำเนินงาน และขั้นตอนการรับโอนโครงการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นายกาญผจญ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง สะดวก และมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการเชื่อมต่อเส้นทาง การบริหารจัดการเดินรถ การพัฒนามาตรฐานการให้บริการ และการส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารระหว่างเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ลดภาระและความยุ่งยากในการเดินทาง ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นโครงข่ายเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ การรับโอนโครงการจะต้องพิจารณารายละเอียดด้านทรัพย์สิน ภาระผูกพันตามสัญญา รูปแบบการบริหารจัดการ และความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเป็นระบบและไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน
นายกาญผจญ กล่าวว่า ส่วนโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแผน ประกอบด้วยรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีน้ำตาล สายสีเงิน และสายสีเทา ระยะที่ 1 โดยทั้งหมด อยู่ระหว่างการทบทวนผลการศึกษาและความเหมาะสมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับ รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) มีระยะทาง 22.1 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี ปัจจุบันออกแบบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างรอบูรณาการแผนแบบร่วมกับโครงการทางด่วนสายฉลองรัช – แคราย (N1 เดิม) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่จะเปลี่ยนจากอุโมงค์เป็นยกระดับ จะใช้เขตทางเดียวกัน เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้พื้นที่และการจราจรให้น้อยที่สุด ซึ่งอาจจะมีการปรับรูปแบบและทำให้การนำเสนอโครงการล่าช้าออกไปจากแผนเดิม เบื้องต้น วางกรอบแผนจะเปิดให้บริการในปี 2575 ขณะที่ รถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีระยะทาง 18.3 กิโลเมตร จำนวน 14 สถานี และ รถไฟฟ้าสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ มีระยะทาง 16.3 กิโลเมตร จำนวน 15 สถานี ทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2576
นายกาญผจญ กล่าวว่า สำหรับกรณีความเสียหายบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ขณะนี้อยู่ระหว่างการซ่อมแซมผนังอุโมงค์และทำกำแพงกันดิน ซึ่งคาดว่าจะสามารถคืนพื้นที่ผิวจราจรได้ภายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2570 ส่วนจุดที่มีน้ำซึมบริเวณวงเวียนใหญ่ ปัจจุบันปัญหาน้ำซึมได้หยุดลงแล้ว และกำลังดำเนินการซ่อมแซมโครงสร้างด้านล่างอย่างถาวร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการจราจรด้านบน และคาดว่าจะคืนพื้นที่ผิวจราจรด้านบนทั้งหมดได้ภายใน 2-3 เดือนจากนี้