PwC ประเทศไทย ประเมินตลาดดาต้าเซนเตอร์ไทยมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุน AI คลาวด์ และ Digital Sovereignty คาดเม็ดเงินลงทุนสะสมเพิ่มแตะ 5.06 ล้านล้านบาทในปี 2593 แนะรัฐและเอกชนวางแผนพลังงาน น้ำ และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวอย่างสมดุล
- PwC คาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนสะสมในดาต้าเซนเตอร์ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 5.86 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2570 เป็น 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.06 ล้านล้านบาท ภายในปี 2593
- การเติบโตดังกล่าวมีแรงหนุนสำคัญจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเปลี่ยนดาต้าเซนเตอร์จากศูนย์เก็บข้อมูลไปสู่ศูนย์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง
- ปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ รวมถึงการขยายตัวของบริการคลาวด์, แนวคิดอธิปไตยดิจิทัล และนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ เช่น Cloud First และมาตรการด้านพลังงานสะอาด
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดดาต้าเซนเตอร์ที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีแรงหนุนจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการคลาวด์ และแนวคิดอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ซึ่งเพิ่มความต้องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ
ณัฏฐ์ อัสดิษฐ์สกุล หุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดดาต้าเซนเตอร์ไทยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของบริการคลาวด์และ AI โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ปี 2568 มีโครงการลงทุนดาต้าเซนเตอร์รวม 36 โครงการ มูลค่า 7.28 แสนล้านบาท
ปัจจัยสนับสนุนยังรวมถึงนโยบายภาครัฐ เช่น Cloud First มาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาดผ่าน Utility Green Tariff 2 ซึ่งเริ่มให้บริการแล้ว และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ที่อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์
รายงาน Global Data Centre Outlook 2026–50 ของ PwC ร่วมกับ Oxford Economics ซึ่งศึกษาการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ใน 46 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก คาดว่าเม็ดเงินลงทุนสะสมในไทยจะเพิ่มจาก 5.86 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2570 เป็น 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.06 ล้านล้านบาทในปี 2593
ส่วนเม็ดเงินลงทุนสะสมทั่วโลกในช่วงปี 2569-2593 คาดว่าจะอยู่ที่ 31.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 1.06 พันล้านล้านบาท
AI เปลี่ยนดาต้าเซนเตอร์สู่โครงสร้างพื้นฐานประมวลผล
การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น ดาต้าเซนเตอร์จึงกำลังเปลี่ยนจากศูนย์จัดเก็บข้อมูลไปสู่ศูนย์ประมวลผลที่รองรับระบบ AI ขนาดใหญ่ พร้อมระบบบริหารพลังงาน ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน แนวคิด Digital Sovereignty ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุม จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ
ณัฏฐ์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ โดยภูมิภาคนี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งบริการคลาวด์และการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ (Data Residency) เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ
นอกจาก AI และ Digital Sovereignty แล้ว ดาต้าเซนเตอร์ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับบริการสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น อีคอมเมิร์ซและธนาคารดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการใช้ดาต้าเซนเตอร์และบริการคลาวด์ในประเทศ พร้อมเปิดทางเลือกด้าน Data Residency ให้กับองค์กรไทย
โจทย์ลงทุนระยะยาว บริหารพลังงาน-น้ำควบคู่ชุมชน
ณัฏฐ์กล่าวว่า การบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาดาต้าเซนเตอร์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ทรัพยากรสูงและต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและภาคเกษตรกรรม ดังนั้น การเตรียมความพร้อมระบบผลิตและส่งไฟฟ้า การเพิ่มทางเลือกพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการกำหนดพื้นที่และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรองรับการลงทุน
การเติบโตของดาต้าเซนเตอร์เป็นโอกาสยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดจากมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการลงทุน ทั้งด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กฎระเบียบ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อชุมชน
การวางแผนองค์ประกอบเหล่านี้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การลงทุนดาต้าเซนเตอร์เติบโตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมในระยะยาว