โป๊ะแตก ภารโรงดีเด่น แอบพาลูก 4 คน นอนในโรงเรียน เพราะไม่มีบ้านอยู่
ภารโรงวัย 36 ปี แอบอาศัยในโรงเรียนมัธยมต้นที่ทำงานมานานกว่า 17 ปี ดัดแปลงห้องเก็บของเป็นห้องพักครบเครื่อง แล้วมาโป๊ะแตกได้ยังไง
เรื่องราวของ ทิโมธี “ทิม” วอลเตอร์ส (Timothy “Tim” Walters) หัวหน้าภารโรงวัย 36 ปี ในเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กลายเป็นข่าวทั้งประเทศ หลังมีผู้พบว่าเขาแอบพักอาศัยอยู่ภายในโรงเรียนที่ทำงานมานานกว่า 6 เดือน เพราะไม่สามารถหาที่อยู่เป็นของตัวเองได้
วอลเตอร์สเริ่มทำงานเป็นภารโรงให้เขตการศึกษาเมืองออลบานีทันทีหลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา ก่อนค่อย ๆ เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าภารโรงประจำโรงเรียนมัธยมต้นวิลเลียม เอส. แฮ็กเก็ตต์ หรือ Hackett Middle School ตลอดระยะเวลาการทำงาน 17 ปี
เมื่อปี 2565 เขตการศึกษาเคยมอบรางวัลด้านการให้บริการยอดเยี่ยมแก่เขาด้วย แต่เส้นทางการทำงานต้องจบลง หลังความลับเรื่องห้องพักบนชั้น 4 ถูกเปิดเผย
วอลเตอร์สแอบย้ายเข้าไปอยู่ในโรงเรียนเมื่อเดือนตุลาคม 2568 หลังออกจากบ้านของน้องสาว ซึ่งขณะนั้นกำลังมีปัญหากับแฟนหนุ่ม เขารู้สึกว่าการพักอาศัยอยู่ด้วยอาจเพิ่มภาระและทำให้สถานการณ์ภายในบ้านยุ่งยากกว่าเดิม
หลังโรงเรียนเลิก ไม่มีใครอยู่ในอาคาร วอลเตอร์สทยอยขนข้าวของขึ้นบันไดสี่ชั้นไปยังห้องเก็บของขนาดเล็กเหนือหอประชุม ภายในห้องมีฟูกอยู่แล้วหนึ่งหลัง เขาจึงนำเตียงเพิ่มอีกสองหลัง ตู้เย็นขนาดเล็ก และเฟอร์นิเจอร์ส่วนตัวเข้าไปจัดวาง จนมีสภาพคล้ายห้องสตูดิโอขนาดย่อม
ส่วนการทำอาหาร เขานำเตาย่างไฟฟ้าและหม้อทอดไร้น้ำมันไปวางไว้ในห้องหม้อไอน้ำ เพราะกังวลว่าเครื่องตรวจจับควันบริเวณหน้าห้องพักอาจทำงานหากทำอาหารบนชั้น 4
เขาใช้ชีวิตเช่นนี้โดยไม่มีผู้บริหารหรือเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 จนถึงปลายเดือนเมษายน 2569 รวมระยะเวลานานกว่า 6 เดือน
วอลเตอร์สมีลูกสี่คน อายุระหว่าง 11-17 ปี และได้รับสิทธิ์ดูแลลูกในบางช่วงสุดสัปดาห์ เขาจึงเคยพาลูก ๆ เข้ามาพักค้างคืนภายในโรงเรียนด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องจัดเตรียมเตียงไว้หลายหลัง
เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยทำให้ทรัพย์สินของโรงเรียนเสียหาย บางครั้งยังทำงานดูแลอาคารเพิ่มเติมในช่วงนอกเวลางานโดยไม่เบิกค่าล่วงเวลา เพราะผูกพันกับสถานที่แห่งนี้
วอลเตอร์สอธิบายว่า เขาแยกทางกับคู่หมั้นเมื่อประมาณสองปีก่อน จึงย้ายไปพักกับน้องสาว ขณะเดียวกันต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูลูกเดือนละประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 64,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของลูกทั้งสี่คน
ข้อมูลบัญชีเงินเดือนระบุว่า เขามีรายได้ประมาณ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าล่วงเวลาและเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น 10,000 ดอลลาร์แล้ว แต่หลังหักภาษี ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดูลูก อาหารและสาธารณูปโภค เขาอ้างว่าเงินที่เหลือไม่เพียงพอสำหรับค่าเช่าบ้านและเงินประกันห้องพัก
ความลับแตกเพราะคดีเบิกโอทีของคนอื่น
วอลเตอร์สไม่ได้ถูกพบเพราะมีผู้เห็นเขาขนเตียงหรือพาลูกเข้าโรงเรียน แต่ความลับกลับแตกจากการตรวจสอบอีกคดีหนึ่ง
ช่วงปลายเดือนเมษายน เจ้าหน้าที่เขตการศึกษาตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด หลังพบข้อสงสัยว่าภารโรงบางคนแจ้งเวลาทำงานล่วงเวลา ทั้งที่ไม่ได้อยู่ปฏิบัติงานจริง
ระหว่างตรวจสอบภาพ เจ้าหน้าที่สังเกตว่าวอลเตอร์สปรากฏตัวอยู่ภายในโรงเรียนแทบตลอดเวลา รวมถึงช่วงกลางคืนและวันหยุด จึงติดตามตรวจสอบเพิ่มเติมและพบห้องพักที่เขาจัดเตรียมไว้เหนือหอประชุม
เขตการศึกษายืนยันว่า วอลเตอร์สไม่เกี่ยวข้องกับการเบิกค่าล่วงเวลาเท็จ ส่วนพนักงานคนอื่นที่พบว่ากระทำผิดถูกลงโทษทางวินัยแต่ยังคงทำงานอยู่ อย่างไรก็ตาม การนำโรงเรียนมาใช้เป็นที่พักโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้วอลเตอร์สถูกสั่งพักงานโดยยังได้รับค่าจ้าง
ในช่วงแรก วอลเตอร์สหวังว่าจะได้รับโอกาสกลับเข้าทำงาน แต่เมื่อเขตการศึกษากำลังพิจารณาเลิกจ้าง เขาจึงตัดสินใจลาออก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569
ยอมรับทำผิด เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน
วอลเตอร์สยอมรับว่าการแอบอาศัยในโรงเรียนเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ขณะนั้นเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่น และไม่กล้าบอกครอบครัวว่ากำลังไร้ที่อยู่อาศัย เพราะไม่ต้องการสร้างภาระเพิ่ม
“ผมรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ถูกต้อง แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เมื่อชีวิตจนมุม บางครั้งเราก็เลือกทำสิ่งที่ไม่ควรทำ” เขากล่าวถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ
ตำรวจเคยดำเนินคดีกับเขาในข้อหาบุกรุก แต่ภายหลังยกเลิกข้อกล่าวหา ปัจจุบันวอลเตอร์สพักอยู่กับลุงในชุมชนรถบ้าน ระหว่างรอเข้าอยู่อาศัยในห้องพักของตัวเอง พร้อมมองหางานใหม่หลังต้องออกจากโรงเรียนที่ทำงานมาเกือบครึ่งชีวิต
ขณะเดียวกัน คนในชุมชนและครอบครัวได้เปิดระดมทุนออนไลน์เพื่อช่วยเหลือค่าเช่า อาหารและค่าใช้จ่ายจำเป็น ผู้สนับสนุนมองว่า แม้การเข้าไปอยู่ในโรงเรียนจะผิดกฎ แต่กรณีดังกล่าวยังทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องค่าครองชีพและปัญหาที่อยู่อาศัยราคาแพง ซึ่งอาจผลักให้คนทำงานที่มีรายได้ประจำต้องเผชิญภาวะไร้บ้านได้เช่นกัน
แหล่งอ้างอิง