คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เปิดตำนานเพลง Seven Nation Army เนเน่ ร้องรอบชิง AGT 2026 จากริฟฟ์ที่เกือบถูกทิ้ง สู่เพลงเชียร์ก้องสนามทั่วโลก

ที่มา: The Thaiger

เปิดตำนานเพลง Seven Nation Army เนเน่ ร้องรอบชิง AGT 2026 จากริฟฟ์ที่เกือบถูกทิ้ง สู่เพลงเชียร์ก้องสนามทั่วโลก

ย้อนที่มาเพลง Seven Nation Army ของ The White Stripes ริฟฟ์กีตาร์ที่เกิดขึ้นระหว่างซาวด์เช็ก ก่อนกลายเป็นเพลงร็อกระดับตำนานที่แฟนกีฬาร้องตามได้โดยไม่ต้องรู้เนื้อเพลง เนเน่ นำมาสานต่อตำนานบนเวที AGT 2026

เสียง “โอ้ โอ โอ โอ โอ้ โอ” ซึ่งดังกระหึ่มตามสนามฟุตบอล คอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาทั่วโลก มีต้นทางจากเพลง Seven Nation Army ของวงร็อกดูโอสัญชาติอเมริกัน The White Stripes เพลงที่มีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ไม่มีท่อนคอรัสตามแบบเพลงป๊อปทั่วไป แต่กลับสร้างหนึ่งในริฟฟ์กีตาร์ที่คนจดจำได้มากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21

Seven Nation Army เปิดตัวในปี 2003 ในฐานะซิงเกิลแรกจาก Elephant สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 ของวง ประกอบด้วย แจ็ก ไวต์ นักร้องและมือกีตาร์ กับ เม็ก ไวต์ มือกลอง ความเรียบง่ายของเพลงกลายเป็นพลังสำคัญ จนส่ง The White Stripes จากวงการาจร็อกเมืองดีทรอยต์ไปสู่การเป็นวงระดับโลก

ริฟฟ์ระดับตำนานเกิดขึ้นระหว่างซาวด์เช็ก

จุดเริ่มต้นของ Seven Nation Army ย้อนกลับไปเดือนมกราคม 2002 ระหว่างที่ The White Stripes เดินทางไปทัวร์ประเทศออสเตรเลีย แจ็ก ไวต์ ทดลองเล่นทำนองสั้น ๆ ขณะซาวด์เช็กที่ Corner Hotel เมืองเมลเบิร์น ก่อนนำไปให้ เบน สแวงก์ เพื่อนและผู้ร่วมงานจาก Third Man Records ฟัง

ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับไม่ได้หวือหวา เบนเพียงมองว่าทำนองนี้ใช้ได้ แต่แจ็กเชื่อว่ายังมีบางอย่างซ่อนอยู่ในริฟฟ์ดังกล่าว จึงเก็บเอาไว้พัฒนาต่อ กระทั่งกลายเป็นหัวใจของ Seven Nation Army ในเวลาต่อมา

เดิมที แจ็กคิดว่าริฟฟ์นี้น่าจะเหมาะกับเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond และตั้งใจเก็บไว้เผื่อได้รับโอกาส แต่เมื่อมองว่าความเป็นไปได้นั้นค่อนข้างน้อย เขาจึงนำมาใช้กับเพลงของ The White Stripes แทน เรื่องน่าขันคืออีกไม่กี่ปีต่อมา เขาได้รับเลือกให้ทำเพลง Another Way to Die ร่วมกับ Alicia Keys สำหรับภาพยนตร์ James Bond เรื่อง Quantum of Solace จริง ๆ

เสียงที่เหมือนเบส แท้จริงคือกีตาร์

หลายคนได้ยิน Seven Nation Army ครั้งแรกแล้วเข้าใจว่าเสียงต่ำซึ่งนำเพลงมาจากกีตาร์เบส แต่ The White Stripes ไม่มีมือเบสประจำวง เสียงนั้นเกิดจากกีตาร์ของแจ็ก ไวต์ ซึ่งเชื่อมต่อกับเอฟเฟกต์เปลี่ยนระดับเสียง เพื่อลดเสียงลงหนึ่งอ็อกเทฟจนมีน้ำหนักคล้ายเบส

เพลงใช้กีตาร์และกลองเป็นแกนหลักตามแนวทางมินิมอลของวง ขณะที่ริฟฟ์เดิมวนกลับมาตลอดทั้งเพลง ทำหน้าที่แทนทั้งท่อนนำ ท่อนฮุก และท่อนคอรัส แจ็กเคยอธิบายว่าเขาตั้งใจทดลองแต่งเพลงโดยไม่ใช้คอรัสแบบปกติ เพื่อดูว่าจะสามารถทำให้คนฟังติดหูได้หรือไม่

คำตอบชัดเจนในภายหลัง ไม่เพียงติดหู แต่ยังเกาะอยู่ในสนามกีฬาแทบทุกทวีป

ชื่อ Seven Nation Army หมายถึงอะไร

ชื่อเพลงไม่ได้มาจากกองทัพเจ็ดชาติ เหตุการณ์สงคราม หรือกลุ่มประเทศใด แต่เกิดจากความทรงจำในวัยเด็กของแจ็ก ไวต์

ตอนเด็กเขาเคยได้ยินคำว่า Salvation Army หรือองค์กรกองทัพแห่งความรอด แล้วจำหรือออกเสียงผิดเป็น Seven Nation Army เมื่อต้องตั้งชื่อชั่วคราวให้ทำนองที่กำลังแต่ง เขาจึงหยิบคำนี้มาใช้ ก่อนตัดสินใจเก็บไว้เป็นชื่อเพลงจริง แม้เนื้อหาจะไม่ได้กล่าวถึง Salvation Army ก็ตาม

ความหมายเพลง Seven Nation Army

เนื้อเพลงพูดถึงคนคนหนึ่งที่เผชิญข่าวลือ การนินทา และแรงกดดันจากผู้คนรอบตัว เขาประกาศว่าจะไม่ยอมให้ใครหยุดยั้ง ก่อนตัดสินใจออกจากเมืองเพื่อหนีความวุ่นวาย แต่เมื่ออยู่เพียงลำพังกลับรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการกลับบ้าน

แจ็กอธิบายว่าแนวคิดเริ่มจากคนสองคนที่เขารู้จักในเมืองดีทรอยต์ ซึ่งมีปัญหาจากการพูดลับหลังและกระจายข่าวเกี่ยวกับกันและกัน ก่อนที่เนื้อเพลงจะค่อย ๆ กลายเป็นภาพแทนประสบการณ์และแรงกดดันที่ตัวเขากำลังเผชิญ

ดังนั้น “กองทัพเจ็ดชาติ” ในเพลงจึงตีความได้ว่าเป็นกำแพงขนาดใหญ่ ฝูงชน หรือแรงต่อต้านทั้งหมดที่เข้ามาขวาง ผู้เล่าเรื่องพยายามแสดงความมั่นใจว่า ต่อให้โลกทั้งใบยืนอยู่ตรงข้าม เขาก็พร้อมต่อสู้ แม้ภายในจะเต็มไปด้วยความโกรธ ความหวาดระแวง และความเหนื่อยล้า

แจ็กเคยเรียกเพลงนี้ในเชิงขำขันว่าเป็น “เพลงบลูส์หวาดระแวง” แห่งต้นศตวรรษที่ 21 เพราะโครงเรื่องมีทั้งการถูกนินทา การหลบหนี ความโดดเดี่ยว และความต้องการเดินทางกลับบ้าน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่พบได้ในเพลงบลูส์ยุคเก่า

กระแสตอบรับถล่มทลาย

Seven Nation Army ประสบความสำเร็จทันทีหลังเปิดตัว ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงอัลเทอร์เนทีฟของ Billboard และขึ้นสูงสุดอันดับ 7 บน UK Official Singles Chart เมื่อเดือนพฤษภาคม 2003

ในงานประกาศรางวัลแกรมมี่ปี 2004 เพลงนี้คว้ารางวัล Best Rock Song ขณะที่อัลบั้ม Elephant ได้รับรางวัล Best Alternative Music Album ส่งให้ The White Stripes กลายเป็นหนึ่งในวงสำคัญของกระแสการาจร็อกฟื้นคืนชีพช่วงต้นทศวรรษ 2000

มิวสิกวิดีโอซึ่งกำกับโดยคู่ผู้กำกับ Alex and Martin ใช้ภาพสามเหลี่ยมสีแดง ขาว และดำ เคลื่อนต่อกันคล้ายอุโมงค์ลานตา ได้รับรางวัล Best Editing in a Video จากเวที MTV Video Music Awards ปี 2003 ภาพดังกล่าวยังเข้ากับเอกลักษณ์ด้านสีของ The White Stripes อย่างชัดเจน

จากเพลงอินดี้ร็อกสู่เพลงเชียร์ฟุตบอล

เส้นทางของ Seven Nation Army ในสนามกีฬาเริ่มขึ้นเมื่อปี 2003 แฟนบอล Club Brugge จากเบลเยียมได้ยินเพลงนี้ก่อนเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นัดเยือน AC Milan แล้วนำทำนองริฟฟ์มาร้องเป็นเสียง “โอ้” ระหว่างการแข่งขัน UEFA ยืนยันว่าแฟนบอล Club Brugge เป็นกลุ่มแรกที่นำริฟฟ์เพลงนี้มาใช้เป็นเพลงเชียร์ฟุตบอล

ทำนองแพร่เข้าสู่วงการฟุตบอลอิตาลี ก่อนถูกแฟนทีมชาติอิตาลีนำไปร้องอย่างกว้างขวางระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งอิตาลีคว้าแชมป์ ทำให้เพลงที่ชาวอิตาลีเรียกกันติดปากว่า “Po Po Po Po Po Po Po” เดินทางต่อไปยังลีกฟุตบอลและการแข่งขันกีฬาทั่วโลก

ความพิเศษของริฟฟ์นี้คือร้องง่าย ไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา และคนหมื่นคนสามารถร้องพร้อมกันได้ทันที จังหวะยังค่อย ๆ เพิ่มความตึงเครียด เหมาะกับช่วงก่อนเริ่มเกม หลังทำคะแนน หรือเวลาที่กองเชียร์ต้องการเร่งบรรยากาศในสนาม

ปัจจุบันเพลงถูกนำไปใช้ทั้งในฟุตบอล อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล ฮอกกี้ มวย และกีฬาประเภทอื่น แม้แต่ค่าย Third Man Records ยังเรียก Seven Nation Army ว่าเป็นเพลงที่ “ยึดครองโลก” และกลายเป็นเสียงเชียร์ที่แฟนกีฬาทั่วโลกรู้จัก

แจ็ก ไวต์ ไม่ได้รู้สึกรำคาญที่ Seven Nation Army ถูกเปิดหรือร้องซ้ำไม่รู้จบ ตรงกันข้าม เขามองว่านี่คือสิ่งสูงสุดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับนักแต่งเพลง เพราะผลงานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วม คล้ายเพลงพื้นบ้านที่ไม่มีใครต้องถามว่าใครเป็นเจ้าของ

Seven Nation Army จึงมีชีวิตมากกว่าเพลงฮิตจากปี 2003 คนจำนวนมากอาจไม่รู้จักชื่อ The White Stripes ไม่เคยฟังอัลบั้ม Elephant และไม่เคยอ่านเนื้อเพลงครบ แต่ทันทีที่เสียงเจ็ดโน้ตดังขึ้น ทุกคนกลับรู้ว่าควรร้องต่ออย่างไร

จากริฟฟ์ที่เพื่อนฟังแล้วตอบเพียงว่า “ก็ใช้ได้” มันกลายเป็นทำนองที่กองเชียร์นับหมื่นร้องพร้อมกันได้โดยไม่ต้องนัดหมาย เป็นการเอาคืนแบบร็อกแอนด์โรลที่สุภาพ แต่ดังไปทั้งสนาม

- แฟนหงส์ต้องรู้ ! แปลไทยเพลงเชียร์ลิเวอร์พูล YOU’LL NEVER WALK ALONE

- 10 เพลงฮิตจาก Imagine Dragons วงร็อกระดับตำนาน

- 5 ก.ย. วันเกิด “เฟรดดี เมอร์คูรี” ย้อนประวัตินักร้องเพลงร็อกระดับตำนาน

พัฒนาการของเหตุการณ์: 2 รายงาน

ความคิดเห็น