เสนาฯเปิดไทม์ไลน์ที่ดิน 20 ไร่ พื้นที่บึงรับน้ำคู้บอน ยืนยันซื้อกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนวางแผนพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2561 ชี้หลังประชามติ ปี 2560 โครงการภาครัฐยังไร้ความชัดเจนต่อเนื่อง 8-9 ปี จึงเดินหน้าพัฒนาที่ดินตามสิทธิ
- เสนาฯ ชี้แจงว่าเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่บึงคู้บอนเพียง 20 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 130 ไร่
- บริษัทได้ซื้อและถือครองที่ดินผืนดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2552 หรือเป็นเวลากว่า 17 ปีแล้ว
- การตัดสินใจพัฒนาโครงการเกิดขึ้นหลังมองว่าโครงการบึงรับน้ำของภาครัฐขาดความชัดเจนมานาน โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน
กรณี “บึงรับน้ำคู้บอน” กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอีกครั้ง หลังพื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งกับแนวทางบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และการพัฒนาที่ดินของภาคเอกชน
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน ประวัติการถือครอง ตลอดจนเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเดินหน้าพัฒนาโครงการบนที่ดินดังกล่าว
โดยจุดแรกที่บริษัทต้องการทำความเข้าใจ คือ ขนาดพื้นที่ทั้งหมดของบึงรับน้ำคู้บอน อยู่ที่ประมาณ 130 ไร่ ส่วนที่ดินซึ่งอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเสนาฯ และเป็นพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงในกรณีนี้มีเพียง 20 ไร่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ที่ดินของเสนาฯ คิดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่บึงรับน้ำทั้งหมด ไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมด 130 ไร่ ตามที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากกระแสข่าวบริษัทจึงต้องการให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวบนข้อเท็จจริงเรื่องขนาดและกรรมสิทธิ์ของที่ดินเป็นสำคัญ
ย้อนรอย 17 ปี เสนาฯ ซื้อที่ดินตั้งแต่ ปี 2552
ในมุมของเสนาฯ ที่ดิน 20 ไร่ดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งนำเข้ามาถือครองเพื่อรองรับกระแสการพัฒนาพื้นที่ในช่วงหลัง บริษัทระบุว่าได้ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมรวม 7 ราย ตั้งแต่ปี 2552 หรือถือครองมาแล้วประมาณ 16-17 ปี จนกระทั่ง ปี 2561 บริษัทจึงเริ่มนำที่ดินผืนดังกล่าวมาจัดทำแผนพัฒนาโครงการจัดสรรที่ดินเป็นครั้งแรก ก่อนที่การก่อสร้างจริงจะเริ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
ไทม์ไลน์ดังกล่าวสะท้อนว่า การถือครองที่ดินและการนำมาพัฒนาไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เป็นกระบวนการที่ทอดยาวหลายปี
อีกประเด็นสำคัญ อยู่ที่สถานะของโครงการบึงรับน้ำ ซึ่งบริษัทระบุว่า รับทราบแนวคิดการจัดทำบึงรับน้ำและการทำประชามติที่เกิดขึ้นในปี 2560 อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมา บริษัทมองว่าโครงการภาครัฐยังไม่มีความชัดเจน หรือ ผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 8-9 ปี เมื่อเวลาผ่านมาถึงปี 2569 และบริษัทเห็นว่าที่ดินมีความพร้อมต่อการพัฒนา จึงตัดสินใจเดินหน้าตามกระบวนการพัฒนาที่ดินของภาคเอกชนและความชัดเจนของโครงการภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา
รอจังหวะในการพัฒนาโครงการ
แม้ชื่อพื้นที่จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ แต่ในเชิงการพัฒนาโครงการจริง เสนาฯ ระบุว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการพัฒนาโครงการ ตามการเปลี่ยนแปลงตามบริบทของพื้นที่ เดิมในปี 2560 บริษัทเคยวางแผนจัดสรรที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่ แต่ต่อมาในปี 2568 ได้ปรับแผนเป็นแปลงขนาดเล็กเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนโดยรอบที่เปลี่ยนแปลงไป
“รูปแบบที่อยู่ระหว่างพัฒนาในปี 2569 คาดว่า จะเป็นทาวน์เฮ้าส์ที่มีพื้นที่ด้านข้าง โดยบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาแบรนด์และวางแผนเปิดตัวโครงการตามจังหวะและสถานการณ์ของตลาดที่เหมาะสม”
เสนาฯ ย้ำพัฒนาตามสิทธิ
ผศ.ดร.เกษรา ระบุว่า ในฐานะภาคเอกชนผู้ถือกรรมสิทธิ์และพัฒนาที่ดินตามสิทธิ ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนภาครัฐว่าจะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นบึงรับน้ำหรือไม่
ทั้งนี้ บริษัทเข้าใจว่ากระบวนการทำประชามติเรื่องบึงรับน้ำซึ่งเกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ขณะที่กระบวนการที่ กทม. กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน บริษัทเข้าใจว่าน่าจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นอื่นดังนั้น ส่วนพื้นที่ดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เป็นบึงรับน้ำหรือไม่ เสนาฯได้เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
"บริษัทไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ จึงไม่ขอให้ความเห็นว่าพื้นที่ส่วนใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมต่อการทำบึงรับน้ำ สิ่งที่บริษัทต้องการชี้แจงคือข้อเท็จจริงของกรรมสิทธิ์และไทม์ไลน์การพัฒนาที่ดิน"