คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เปิดพิกัด 15 จังหวัด 29 อำเภอ เฝ้าระวังดินถล่ม-น้ำป่า ถึง 13 ต.ค. นี้ 11 ต.ค. 2569

ที่มา: bangkokbiznews.com

รัฐบาล เตือนภัย 15 จังหวัด 29 อำเภอ เฝ้าระวังดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก 11–13 ต.ค. 69 เช็กด่วนพื้นที่เสี่ยง เหนือ-กลาง-ใต้ พร้อมช่องทางช่วยเหลือ

วันนี้ (11 ต.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์เฝ้าระวังภัยธรรมชาติล่าสุด โดยระบุว่า รัฐบาลได้ออกประกาศเตือนภัยเร่งด่วนถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยครอบคลุม 15 จังหวัด 29 อำเภอ ทั่วประเทศไทย ให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะการเกิด ดินโคลนถล่ม และ น้ำป่าไหลหลาก ในช่วงระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2569 นี้

การแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นผลมาจากประเมินเชิงลึกของ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งได้วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและปริมาณฝนสะสมในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการและกำชับให้หน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่ทุกระดับ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน และจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ ยานพาหนะ และอุปกรณ์กู้ภัย ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสูญเสียและลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

เจาะลึกพื้นที่เสี่ยงภัย 15 จังหวัด 29 อำเภอ (แบ่งตามภาค)

กรมทรัพยากรธรณีได้จำแนกพื้นที่เฝ้าระวังภัยดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ออกเป็น 3 ภูมิภาคหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากปริมาณฝนสะสมและการสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลาดชันหรือใกล้เชิงเขา ดังนี้

1. ภาคเหนือ (3 จังหวัด 4 อำเภอ)

พื้นที่ภาคเหนือเป็นบริเวณที่มีเทือกเขาสูงชันและความซับซ้อนของพื้นที่ป่าไม้ หากมีฝนตกหนักสะสม อุ้มน้ำมาก อาจทำให้ชั้นดินเกิดการสไลด์ตัวได้ง่าย

- จังหวัดตาก อำเภอพบพระ และ อำเภออุ้มผาง

- จังหวัดอุทัยธานี อำเภอบ้านไร่

- จังหวัดกำแพงเพชร อำเภอคลองลาน

2. ภาคกลาง (2 จังหวัด 3 อำเภอ)

พื้นที่แนวเทือกเขาฝั่งตะวันตกและชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบน ซึ่งรับอิทธิพลจากร่องมรสุมและมวลอากาศความกดอากาศต่ำ

- จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอทองผาภูมิ

- จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพาน และ อำเภอบางสะพานน้อย

3. ภาคใต้ (10 จังหวัด 22 อำเภอ)

ภาคใต้ถือเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่เสี่ยงภัยครอบคลุมมากที่สุดถึง 10 จังหวัด เนื่องจากมีฝนตกชุกต่อเนื่องตลอดทั้งปี และมีสภาพภูมิประเทศเป็นแนวยาวขนานไปกับเทือกเขา

- จังหวัดกระบี่ อำเภอเขาพนม และ อำเภอคลองท่อม

- จังหวัดพังงา อำเภอเมืองพังงา, อำเภอคุระบุรี, อำเภอทับปุด และ อำเภอเกาะยาว

- จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอช้างกลาง

- จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าชนะ, อำเภอท่าฉาง, อำเภอพนม และ อำเภอวิภาวดี

- จังหวัดชุมพร อำเภอพะโต๊ะ

- จังหวัดระนอง อำเภอสุขสำราญ, อำเภอกะเปอร์ และ อำเภอเมืองระนอง

- จังหวัดสตูล อำเภอเมืองสตูล และ อำเภอควนกาหลง

- จังหวัดสงขลา อำะโรรัตภูมิ (อำเภอรfiltering/รัตภูมิ)

- จังหวัดตรัง อำเภอปะเหลียน และ อำเภอย่านตาขาว

- จังหวัดยะลา อำเภอบันนังสตา และ อำเภอธารโต

นวัตกรรมเทคโนโลยี AP Model เฝ้าระวังล่วงหน้า Integrates ข้อมูลร่วม

นอกเหนือจากการประเมินตามฤดูกาลปกติแล้ว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการพยากรณ์และเตือนภัย โดยขณะนี้ ระบบเฝ้าระวังพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินถล่มล่วงหน้า (AP Model) ได้ตรวจพบพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มเติมในอีกหลายจังหวัดของภาคใต้

กรมทรัพยากรธรณีจึงได้ประสานงานโดยตรงกับ เครือข่ายเฝ้าระวังธรณีพิบัติภัย ซึ่งเป็นอาสาสมัครและชาวบ้านในพื้นที่ ให้ลงพื้นที่ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลักอย่าง กรมทรัพยากรน้ำ และ กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินทิศทางของมรสุม สภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝนสะสม และระดับน้ำในลำน้ำธรรมชาติ เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนแม่นยำ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์จริงมากที่สุด

ข้อควรปฏิบัติและสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติสำหรับประชาชน

รัฐบาล ขอส่งความห่วงใยถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนบริเวณเชิงเขา พื้นที่ลาดชัน และพื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ขอให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำและสังเกตสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ดังนี้

1. ติดตามข่าวสารจากทางราชการ ฟังประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และผู้นำชุมชนอย่างสม่ำเสมอ

2. สังเกตปริมาณฝนและสภาพน้ำ หากมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมง ให้เตรียมพร้อมอพยพ

3. สังเกตสีของน้ำธรรมชาติ หากน้ำในลำห้วยหรือลำธารเริ่มเปลี่ยนเป็นสีโคลน สีแดงอิฐ หรือมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

4. สังเกตสิ่งผิดปกติทางกายภาพ ฟังเสียงการเคลื่อนตัวของดิน ลำต้นไม้หักพัง หรือเห็นโคลนไหลลงมาจากไหล่เขา

5. อพยพทันทีเมื่อพบความผิดปกติ หากพบสัญญาณเตือนข้างต้น ไม่ต้องรอประกาศเป็นทางการ ให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังจุดปลอดภัยที่กำหนดไว้

เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการปกครอง ทหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมความพร้อมทั้งในด้านกำลังพล เจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัย ยานพาหนะ และอุปกรณ์เครื่องมือช่วยเหลือ เพื่อพร้อมเข้าปฏิบัติงานเร่งด่วนและดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนตลอดช่วงสถานการณ์นี้

สายด่วนและช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ

หากประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยประสบเหตุฉุกเฉิน ต้องการความช่วยเหลือ หรือพบเหตุผิดปกติเกี่ยวกับดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง

- ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี : โทร. 0-2621-9701

- สายด่วนนิรภัย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) : โทร. 1784

- สายด่วนพิทักษ์ป่า (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) : โทร. 1362

ความคิดเห็น