คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เปิดบทสนทนา “เสถียร x ดร.วิทย์” จากประวัติศาสตร์เบียร์ ถึง “คู่แซ่บแห่งชาติ” เรื่องที่คนดื่มอาจไม่เคยรู้

ที่มา: ข่าวสด

หากพูดถึง “เบียร์” ภาพที่หลายคนนึกถึงคงเป็นเพียงแค่เครื่องดื่มเย็นๆ สักกระป๋อง หรือแก้วที่มีฟองขาวๆ อยู่ด้านบนพร้อมกับรสชาติที่คุ้นเคยจากแบรนด์ที่ดื่มเป็นประจำ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป เบียร์หนึ่งแก้วกลับมีเรื่องราวซ่อนอยู่มากกว่าที่ทุกคนคิด ตั้งแต่เหตุผลว่าทำไมเบียร์จึงมีหลากหลายรสชาติ ฟองของเบียร์มีความสำคัญอย่างไร ไปจนถึงการออกแบบฝากระป๋องที่อาจส่งผลต่อประสบการณ์การดื่ม หรือแม้แต่การจับคู่เบียร์กับอาหารที่ไม่ได้มีเพียงไวน์เท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังเครื่องดื่มที่ดูคุ้นเคย ยังมีทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และรายละเอียดอีกมากมายที่เราอาจไม่เคยหยุดสังเกต และเมื่อได้รู้จักเบียร์ในมุมเหล่านี้ ภาพของ “เบียร์หนึ่งแก้ว” ก็อาจเปลี่ยนไปจากที่เคยคิด

คำถามเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและเต็มไปด้วยมุมมองที่คาดไม่ถึง ผ่านการโคจรมาเจอกันระหว่าง “เสถียร เสถียรธรรมะ” และ “ดร.วิทย์” ในรายการ 8 Minute History ของ The Standard ที่ชวนมองเรื่องใกล้ตัวอย่าง “เบียร์” ในมุมที่ลึกกว่าเดิม ตั้งแต่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการดื่ม ไปจนถึงวิวัฒนาการของรสชาติ ฟองเบียร์ บรรจุภัณฑ์ และการจับคู่กับอาหาร

ความน่าสนใจของบทสนทนานี้จึงไม่ได้อยู่แค่การทำความรู้จักว่าเบียร์มีอะไรบ้าง แต่คือการได้เห็นว่าเบื้องหลังรายละเอียดเล็กๆ ของเบียร์หนึ่งแก้ว ล้วนเกิดจากการสังเกตและทำความเข้าใจผู้บริโภค ทั้งความชอบที่แตกต่างกัน และความพยายามที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าการดื่มเครื่องดื่มธรรมดา

จากประวัติศาสตร์ สู่คำถามว่า “ทำไมเบียร์ถึงไม่เหมือนกัน ?”

บทสนทนาเริ่มต้นจากเรื่องประวัติศาสตร์เบียร์ ย้อนกลับไปถึงรากของเบียร์เยอรมัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน หนึ่งในหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 1516 เมื่อแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ได้ออกกฎหมายที่เรียกว่า ‘Reinheitsgebot’ หรือกฎหมายความบริสุทธิ์ของเบียร์เยอรมัน ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ด้านวัตถุดิบในการผลิตเบียร์ โดยมีฮอป มอลต์ และน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ ก่อนที่ยีสต์จะเข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตและเป็นที่มาของคำว่า เบียร์ มอลต์ 100%

แต่เมื่อเรื่องเดินทางจากประวัติศาสตร์มาถึงโลกปัจจุบัน คำถามสำคัญกลับไม่ได้อยู่ที่ว่า “เบียร์ต้องเป็นแบบไหน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า “ถ้าเบียร์เหมือนกันหมด แล้วผู้บริโภคจะมีเหตุผลอะไรให้เลือก ?”

จุดนี้เองที่ “เสถียร” เล่าถึงมุมมองจากประสบการณ์การทำโรงเบียร์ว่า คนแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับอาหารที่หนึ่งมื้ออาจมีได้หลายรสชาติ หลายเมนู ดังนั้นการมีเบียร์เพียงรสชาติเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค จึงนำไปสู่แนวคิดในการพัฒนาเบียร์หลากหลายรสชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกและสามารถเลือกสิ่งที่ตรงกับความชอบของตัวเองได้มากขึ้น

จากมุมมองนี้ “ความหลากหลาย” จึงไม่ได้หมายถึงการมีสินค้าให้เลือกมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แล้วความแตกต่างของแต่ละตัวเลือกจะสร้างประโยชน์และประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิด Product Benefit ที่เสถียรให้ความสำคัญ นั่นคือ การพัฒนาสินค้าไม่ได้จบลงที่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้องมองต่อไปด้วยว่า ความแตกต่างนั้นให้อะไรกับคนที่เลือกใช้หรือเลือกดื่ม

ฟอง ฝา และรสชาติ กับประสบการณ์ที่มากกว่าการดื่ม

เมื่อพูดถึง “ความแตกต่าง” บทสนทนาจึงพาไปไกลกว่ารสชาติ เพราะเบียร์หนึ่งแก้วยังมีรายละเอียดอีกอย่างที่หลายคนอาจไม่เคยให้ความสำคัญ นั่นคือ “ฟองเบียร์” เพราะฟองไม่ได้มีไว้เพียงทำให้เบียร์ดูน่าดื่ม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพและรสสัมผัส

จากแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของฟองเบียร์นี่เอง จึงนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็น Foam Art ซึ่งจุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดจากการคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้มีภาพสวยๆ อยู่บนแก้ว แต่เริ่มจากประสบการณ์ที่เสถียรพบเจอในญี่ปุ่น และความตั้งใจที่จะพัฒนาฟองเบียร์ให้มีความละเอียด นุ่ม และมีคุณภาพในแบบที่ต้องการ ก่อนนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาพัฒนาต่อในประเทศไทย จนเมื่อคุณภาพของฟองพัฒนาไปได้ถึงระดับหนึ่ง จึงสามารถสร้างภาพบนฟองได้ และกลายเป็น Foam Art ที่ผู้บริโภคคุ้นตาในเวลาต่อมา

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ภาพที่อยู่บนฟองคือสิ่งที่ผู้บริโภคมองเห็น แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จากรายละเอียดเล็กๆ ที่อาจถูกมองข้าม จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่ที่ไกลตัว แต่อาจเริ่มจากการตั้งใจทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น และทำให้ผู้บริโภคสัมผัสถึงความแตกต่างนั้นได้จริง

ถ้าฟองเบียร์เป็นรายละเอียดหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม อีกสิ่งที่ดูเล็กไม่แพ้กันคือ “ฝากระป๋อง” โดยเสถียรอธิบายว่า การออกแบบฝาไม่ได้มองเพียงเรื่องความสะดวกในการเปิด แต่ต้องคิดต่อไปถึงประสบการณ์ของคนดื่ม จึงเลือกใช้ Fully Open Lid หรือฝาที่เปิดออกได้เต็มวง นอกจากจะช่วยให้ดื่มจากกระป๋องได้โดยตรงแล้ว ยังทำให้ผู้ดื่มสัมผัสกับกลิ่นหอมของเบียร์ได้เต็มที่มากขึ้น เพราะไม่ต้องรับกลิ่นผ่านช่องเปิดเล็กๆ และที่สำคัญยังช่วยรักษาอุณหภูมิของเบียร์ไว้ได้นานขึ้นอีกด้วย

เสถียรเล่าต่อว่า อุณหภูมิเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อประสบการณ์การดื่มเบียร์ ดังนั้น การออกแบบฝาให้เปิดได้กว้างจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของดีไซน์ แต่เป็นการคิดต่อว่าทำอย่างไรให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การดื่มที่ดีขึ้น ตั้งแต่การได้กลิ่นเบียร์อย่างเต็มที่ ไปจนถึงการดื่มจากกระป๋องโดยตรงและรักษาความเย็นไว้ได้นานขึ้น

“ประเทศไทยอากาศร้อน เมื่อดื่มไปสักพักเบียร์อาจจะยังไม่หมด แต่รสชาติเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เพราะอุณหภูมิของเบียร์ไม่เย็นเหมือนเดิม ถ้าจำเป็นต้องใส่น้ำแข็ง กระป๋องแบบนี้ก็สามารถใส่น้ำแข็งลงไปได้ง่าย ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าเป็นคนเยอรมัน เขาจะไม่ดื่มเบียร์ใส่น้ำแข็ง”

กำเนิด “คู่แซ่บแห่งชาติ” เบียร์กับอาหารไทย

เมื่อพูดถึงการออกแบบประสบการณ์ บทสนทนาก็ขยับจาก “ดื่มอย่างไร” ไปสู่คำถามที่น่าสนใจไม่แพ้กันว่า “ดื่มคู่กับอะไรถึงจะเข้ากัน ?” จากประสบการณ์ที่เสถียรเดินทางไปญี่ปุ่นและได้พบร้านโอมากาเสะที่นำซูชิแต่ละคำมาจับคู่กับเบียร์รสชาติต่างๆ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแนวคิด Beer Pairing อย่างจริงจัง จากเดิมที่คุ้นเคยกับการจับคู่ไวน์กับอาหาร ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เห็นว่าเบียร์เองก็สามารถจับคู่กับอาหารเพื่อส่งเสริมรสชาติซึ่งกันและกันได้ ก่อนนำแนวคิดกลับมาต่อยอดในประเทศไทย

เมื่อมองกลับมาที่อาหารไทย แนวคิดนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะอาหารไทยมีรสชาติที่หลากหลายและจัดจ้าน ทั้งเผ็ด เปรี้ยว หวาน เค็ม และมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละเมนู การจับคู่เบียร์กับอาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเครื่องดื่มที่ชอบมาดื่มคู่กับมื้ออาหารเท่านั้น แต่ยังสามารถเลือกเบียร์ให้สอดรับกับรสชาติของอาหาร เพื่อช่วยส่งเสริมรสชาติของทั้งอาหารและเครื่องดื่มให้ลงตัวมากขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่ “เสถียร” หยิบยกขึ้นมาคือการจับคู่ระหว่าง “โรเซ่” กับ ส้มตำ ยำ และลาบ ซึ่งเป็นอาหารไทยที่มีรสจัดและมีความเผ็ด โดยรสหวานของโรเซ่สามารถช่วยลดความเผ็ดและทำให้รสชาติของอาหารเด่นชัดขึ้น ส่งผลให้ทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีรสชาติที่กลมกล่อมและลงตัวมากยิ่งขึ้น จึงกำเนิดเป็น “คู่แซ่บแห่งชาติ” เบียร์กับอาหารไทย

เบื้องหลังเบียร์หนึ่งแก้ว มีมากกว่าแค่รสชาติ

เมื่อฟังบทสนทนาของ “เสถียร” กับ “ดร.วิทย์” ต่อเนื่องกันตั้งแต่ประวัติศาสตร์เบียร์ ความแตกต่างของวัฒนธรรม ไปจนถึงรสชาติ ฟองเบียร์ Foam Art ฝา Fully Open Lid และ Beer Pairing จะเห็นว่าทุกเรื่องล้วนมีคำถามเดียวกันซ่อนอยู่ นั่นคือ “เราจะสร้างความแตกต่างที่มีความหมายกับผู้บริโภคได้อย่างไร ?” เพราะความแตกต่างไม่ใช่เพียงการทำให้สินค้าไม่เหมือนคนอื่น แต่ต้องทำให้ผู้บริโภคเห็นด้วยว่า ความแตกต่างนั้นสร้างประโยชน์หรือประสบการณ์อะไรให้กับเขา

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบทสนทนาระหว่าง เสถียร x ดร.วิทย์ จึงไม่ได้เป็นเพียงการคุยเรื่อง “เบียร์” แต่ใช้เบียร์เป็นเหมือน Case Study ที่พาไปเห็นทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค นวัตกรรม และวิธีคิดทางธุรกิจในเรื่องเดียวกัน จากเครื่องดื่มที่หลายคนอาจคุ้นเคยและคิดว่ารู้จักดีอยู่แล้ว กลับมีรายละเอียดให้ค้นพบมากกว่าที่คิด

ใครที่อยากรู้ว่าเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้มีมุมไหนให้ค้นพบอีกบ้าง สามารถไปชมบทสนทนาแบบเต็มๆ ระหว่าง เสถียร x ดร.วิทย์ ในรายการ 8 Minute History ของ The Standard ทาง YouTube : https://www.youtube.com/watch?v=FJB7mWH0Atc&t=70s แล้วลองเปิดมุมมองใหม่ไปพร้อมกันว่า “เบียร์หนึ่งแก้ว” อาจมีเรื่องราวมากกว่าที่เราเคยคิด

ความคิดเห็น