เปิดข้อกฎหมาย “ปลดผู้ว่าฯ กทม.” ทำได้หรือไม่ ใครมีอำนาจถอดถอน
ปลดผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ทำได้ แต่รัฐบาลหรือสภากรุงเทพมหานครไม่สามารถสั่งปลดผู้ว่าฯ กทม. ได้ตามอำเภอใจ กฎหมายกำหนดทั้งเหตุให้ออกจากตำแหน่ง ขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี และช่องทางที่ประชาชนเข้าชื่อจัดประชามติถอดถอนได้
จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์การรับมือน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร พร้อมเสียงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแสดงความรับผิดชอบ หลายคนตั้งคำถามว่า ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน สามารถถูกปลดออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระได้หรือไม่
คำตอบคือ ทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามเหตุและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด การแสดงความไม่พอใจบนสื่อสังคมออนไลน์ การเรียกร้องให้ลาออก หรือการยื่นหนังสือร้องเรียนเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้ผู้ว่าฯ กทม. พ้นจากตำแหน่งทันที
กฎหมายหลักที่ใช้พิจารณาเรื่องนี้คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตรา 52 กำหนดเหตุที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องพ้นจากตำแหน่งไว้หลายกรณี
ผู้ว่าฯ กทม. พ้นตำแหน่งได้ด้วยเหตุใดบ้าง
มาตรา 52 กำหนดเหตุพ้นจากตำแหน่งของผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่
- ครบวาระดำรงตำแหน่ง
- เสียชีวิต
- ลาออก โดยยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
- กระทำการต้องห้ามตามมาตรา 51 เช่น มีผลประโยชน์ขัดกันในสัญญาหรือกิจการของกรุงเทพมหานคร
- ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ยกเว้นความผิดจากการกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- มีการยุบสภากรุงเทพมหานคร
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งให้ออกจากตำแหน่ง โดยต้องมีมติคณะรัฐมนตรี
- ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครลงคะแนนเสียงถอดถอน
นายกรัฐมนตรีหรือมหาดไทยปลดเองได้หรือไม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถออกคำสั่งปลดผู้ว่าฯ กทม. ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือจากความไม่พอใจในการทำงานเพียงลำพัง
มาตรา 52 (8) กำหนดว่า การสั่งให้ออกจากตำแหน่งต้องมี มติคณะรัฐมนตรี และต้องปรากฏกรณีว่า ผู้ว่าฯ กทม.
- กระทำการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง
- ปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่อันควรปฏิบัติ
- การกระทำหรือละเลยนั้นมีลักษณะที่เห็นได้ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อกรุงเทพมหานคร ราชการโดยรวม ความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน
จึงไม่ใช่เพียงการบริหารงานผิดพลาดทั่วไป แต่ต้องมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เข้าข่ายตามกฎหมาย พร้อมผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่ง
แม้นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมกัน ก็ยังต้องดำเนินการผ่านกระบวนการและมติคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถประกาศปลดทันทีโดยไม่มีขั้นตอนรองรับ
สภากรุงเทพมหานครปลดผู้ว่าฯ ได้หรือไม่
สภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ไม่มีอำนาจลงมติปลดผู้ว่าฯ กทม. โดยตรง แต่สามารถเริ่มกระบวนการตามมาตรา 52 (8) ได้
หากสภากรุงเทพมหานครเห็นว่ามีพฤติการณ์ร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด สามารถลงมติขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี โดยมติดังกล่าวต้องได้รับเสียงสนับสนุน ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้งหมด
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งมติแล้ว ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 15 วัน
กล่าวโดยสรุป สภากรุงเทพมหานครมีอำนาจ “เปิดทางเสนอเรื่อง” แต่คำสั่งให้ออกจากตำแหน่งต้องมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้มติของคณะรัฐมนตรี
ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนผู้ว่าฯ กทม. ได้
ประชาชนชาวกรุงเทพฯ สามารถริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ว่าฯ กทม. ได้ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542
เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 ล้านคน ต้องรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ไม่น้อยกว่า 30,000 คน เพื่อยื่นคำร้องขอให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน
สำหรับกรุงเทพมหานคร ต้องยื่นคำร้องต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดในกระบวนการนี้
คำร้องต้องมีข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- ชื่อ ที่อยู่ และลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อทุกคน
- สำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารราชการที่ใช้ยืนยันตัวตน
- ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่กล่าวหา
- รายละเอียดว่าผู้ว่าฯ กทม. ปฏิบัติหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างไร
- เหตุผลที่เห็นว่าไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป
- รายชื่อผู้แทนของผู้เข้าชื่อซึ่งรับผิดชอบดำเนินการ
การรวบรวมรายชื่อผ่านเว็บไซต์หรือแคมเปญออนไลน์ทั่วไปจึงยังไม่เพียงพอ หากไม่มีข้อมูล เอกสารยืนยันตัวตน และรายละเอียดครบตามกฎหมาย
ต้องใช้เสียงเท่าไรจึงถอดถอนสำเร็จ
หลังคำร้องผ่านการตรวจสอบ ผู้ว่าฯ กทม. ที่ถูกกล่าวหามีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 30 วัน จากนั้นเรื่องจะถูกส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ โดย กกต. ต้องกำหนดวันลงคะแนนเสียงภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง
การถอดถอนจะสำเร็จต้องผ่านเงื่อนไขพร้อมกัน 2 ข้อ คือ
- มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมดในกรุงเทพฯ
- มีผู้ลงคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้มาใช้สิทธิ เห็นว่าผู้ว่าฯ กทม. ไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป
หากผ่านทั้งสองเงื่อนไข ผู้ว่าฯ กทม. จะพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันลงคะแนนเสียง
แต่หากมีผู้มาใช้สิทธิไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คำร้องถอดถอนจะตกไป และไม่สามารถร้องขอให้ถอดถอนบุคคลเดิมโดยอาศัยเหตุเดียวกันซ้ำได้
การเรียกร้องให้ลาออก ต่างจากการถอดถอน
การเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ กทม. ลาออกเป็นแรงกดดันทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งจะตัดสินใจลาออกหรือไม่ก็ได้ โดยหากลาออกต้องยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันที่ยื่นหนังสือ
ส่วนการถอดถอนเป็นกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งต้องมีรายชื่อประชาชนครบตามจำนวน ผ่านการตรวจสอบ และจัดให้มีการลงคะแนนเสียงทั่วกรุงเทพฯ
การถูกวิจารณ์ ถูกยื่นคำร้องต่อหน่วยงาน หรือถูกกล่าวหาว่าบริหารงานล้มเหลว จึงไม่ทำให้พ้นตำแหน่งโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ผลสอบสวน คำวินิจฉัย มติคณะรัฐมนตรี หรือผลการลงคะแนนเสียงเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
หากผู้ว่าฯ กทม. พ้นตำแหน่ง ใครทำหน้าที่แทน
มาตรา 54 กำหนดว่า หากผู้ว่าฯ กทม. พ้นตำแหน่งด้วยเหตุอื่นนอกจากครบวาระ ให้ ปลัดกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จนกว่าผู้ได้รับเลือกตั้งคนใหม่จะเข้ารับหน้าที่
หากไม่มีปลัดกรุงเทพมหานครหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถแต่งตั้งรองปลัดกรุงเทพมหานคร หรือข้าราชการกรุงเทพมหานครที่มีอาวุโสตามระเบียบราชการให้ปฏิบัติหน้าที่แทนได้
- สำนักงานกฎหมายและคดี กรุงเทพมหานคร – กฎหมายจัดตั้งองค์กรและการบริหารงาน
- พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- พ.ร.บ. ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542
- สำนักงาน กกต. – การดำรงตำแหน่งของผู้ว่าฯ กทม. กรณีครบวาระหรือพ้นตำแหน่งด้วยเหตุอื่น
- ปานเทพ จี้ ชัชชาติ แสดงความรับผิดชอบ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. ปมจัดการน้ำท่วม
- ชัชชาติ ขอโทษคนกรุงเทพ รับมือฝนหนักไม่ไหว รับฟังทุกคำบ่น
- กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 50 เขต