ปิดตำนานรถเมล์ร้อน 8 บาท กระทบคนจน รายจ่ายพุ่ง เกือบ 9 พันบาทต่อปี
รถเมล์ครีม-แดง 8 บาทตลอดสายกำลังจะหมดไป แทนที่ด้วยรถไฟฟ้าปรับอากาศ 1,520 คัน คิดค่าโดยสาร 15-25 บาทตามระยะทาง สำหรับคนที่นั่งไปกลับทุกวัน จ่ายเพิ่มประมาณ 3,700 ถึง 9,000 บาทต่อปี
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เดินหน้าโครงการจัดหารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า 1,520 คัน เพื่อทยอยปลดระวางรถเมล์ร้อนออกจากระบบ
โครงการนี้ไม่ใช่การซื้อรถ แต่เป็นการเช่าบริการแบบครบวงจรจากเอกชนเป็นเวลา 7 ปี มูลค่าสัญญารวม 14,905 ล้านบาท ลงนามกับบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 และออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569
ผู้จัดหารถคือบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX โดยประกอบตัวรถในประเทศที่โรงงานบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา
เดิมแผนคือนำเข้าชิ้นส่วนจากผู้ผลิตจีนสองราย คือ Foton 1,000 คัน และ CRRC 520 คัน แต่ Foton ถอนตัวออกจากโครงการ ทำให้ CRRC ต้องรับภาระผลิตและส่งชิ้นส่วนโครงสร้างทั้งหมด 1,520 คันเพียงรายเดียว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ชิ้นส่วนโครงตัวถังล็อตแรกสำหรับรถ 40 คัน มาถึงท่าเรือแหลมฉบังแล้ว โรงงานประกอบได้ราว 15 คันต่อวัน สูงกว่าเป้าขั้นต่ำในสัญญาที่กำหนดไว้ 12 คันต่อวัน
กำหนดส่งมอบ 3 งวด งวดที่ 1500 คันภายใน 30 มีนาคม 2570 งวดที่ 2500 คันภายใน 30 เมษายน 2570 งวดที่ 3520 คันภายใน 30 พฤษภาคม 2570 รวม1,520 คัน
รถแต่ละล็อตต้องผ่านการทดสอบระบบ ทดสอบสภาพถนน และฝึกอบรมพนักงานขับรถอีกราว 2 สัปดาห์ก่อนออกวิ่งจริง
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่าเฟสแรกจะนำรถ EV ไปวิ่งนำร่องราว 50 เส้นทาง จากเส้นทางทั้งหมดของ ขสมก. ประมาณ 107 เส้นทาง โดยเน้นเส้นทางใจกลางเมืองและเส้นทางเชื่อมชานเมืองกับเขตเมือง รองรับผู้โดยสารวันธรรมดาที่มีราว 500,000 ถึง 600,000 คนต่อวัน
ขสมก. เตรียมปรับปรุงอู่จอดรถ 12 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ โดยมี 3 อู่นำร่อง คือ อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่
การชาร์จจะทำในช่วงเวลา 22.00 ถึง 04.00 น. เพื่อความปลอดภัยและเลี่ยงช่วงที่ใช้ไฟสูงสุด ตั้งเป้าชาร์จไว้ที่ระดับ 80% ซึ่งเพียงพอให้วิ่งได้ไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ขสมก. ประหยัดได้เท่าไหร่
ขสมก. คาดว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบเช่ารถ EV จะลดต้นทุนได้ราว 4,100 ล้านบาทต่อปี คือค่าเหมาซ่อมบำรุงที่ลดลงราว 2,000 ล้านบาท และค่าเชื้อเพลิงที่เดิมอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นค่าไฟฟ้าราว 800 ล้านบาท คิดเป็นการประหยัดอีก 1,200 ล้านบาท
สองก้อนนี้รวมกันได้ 3,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกราว 900 ล้านบาท ขสมก. ระบุว่ามาจากการลดภาระบุคลากรในระยะยาว
นอกจากเฟสแรก ขสมก. ยังเสนอของบประมาณเฟสที่ 2 วงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดหารถ EV เพิ่มอีกราว 800 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าจะเริ่มทยอยรับมอบได้ภายในปี 2571
แล้วคนนั่งรถเมล์ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่
ตรงนี้คือจุดที่ประชาชนกังวลมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ถือตั๋วรายเดือน
รถเมล์ร้อนครีม-แดงคิดค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย ไม่ว่าจะนั่งไกลแค่ไหน ขณะที่รถปรับอากาศ EV จะคิดตามโครงสร้างของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งอยู่ที่ 15 ถึง 25 บาทตามระยะทาง
ลองคิดจากคนที่นั่งรถเมล์ไปทำงานและกลับบ้าน วันละ 2 เที่ยว เดือนละ 22 วันทำงาน
สำหรับคนที่ต้องต่อรถมากกว่าหนึ่งสาย ตัวเลขนี้ยังต้องคูณเพิ่มอีก และถ้าเป็นครอบครัวที่มีลูกวัยเรียนต้องนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนด้วย ภาระก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนคน
นี่คือเหตุผลที่เสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการมุ่งไปที่คำถามเดียว คือรัฐจะมีมาตรการอะไรมารองรับ
ปัจจุบันภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเยียวยาผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการจัดทำโครงสร้างค่าโดยสารร่วมในอนาคต แต่ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนออกมา
ช่องว่างตรงนี้คือสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ รถ EV ล็อตแรกมีกำหนดส่งมอบเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งเหลือเวลาอีกราวหนึ่งปีครึ่ง ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยยังอยู่ในขั้นพิจารณา ยังไม่มีกำหนดว่าจะออกมาก่อนหรือหลังรถคันแรกออกวิ่ง
- วิธีใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว BTS MRT รถเมล์ ผ่านแอปเป๋าตัง
- คมนาคมฯ เผยราคาค่าโดยสารจะทยอยลดลง หลังสถานการณ์น้ำมันโลกดีขึ้น
- เช็กค่าไฟใหม่ ก.ย. 2569 บ้านใช้ไฟเยอะต้องจ่ายเพิ่มไหม เรต 201 หน่วยขึ้นไปกลับลด