คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

พุทธ อภิวรรณ พบ ดีเอสไอ ปมเคยบริจาคเงิน มูลนิธิ “กัน จอมพลัง”

ที่มา: ข่าวสด

พุทธ อภิวรรณ พบ ดีเอสไอ ปมเคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ “กัน จอมพลัง” ปี 2568 รวมจำนวนเงิน 400,000 บาท หวังช่วยชายแดน-น้ำท่วม แต่ไม่รู้เงินถูกนำไปใช้ด้านใด

วันที่ 7 ต.ค.2569 นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี หรือ พุทธ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าว ช่อง 8 เดินทางเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน กับคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม จากกรณีเคยบริจาคเงิน รวมจำนวน 300,000 บาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในปี 2568 (ช่วงวันที่ 6 ส.ค.68)

โดยในครั้งนั้น นายกัณฐัศว์ หรือ กัน จอมพลัง ได้โพสต์ข้อความขอบคุณพร้อมแนบรูปภาพสลิปการรับโอนเงิน จำนวน 300,000 บาท กับภาพของนายพุทธอภิวรรณ บนเพจเฟซบุ๊ก “กันจอมพลัง ช่วยสู้” และระบุว่า

“พี่พุทธอภิวรรณสนับสนุนมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ 300000 เพื่อให้นำไปช่วยชายแดนทุกครั้งที่เกิดภัยใหญ่พี่พุทธจะช่วยผมทุกครั้งหัวใจพี่สุดยอดจริง ๆ ครับขอบคุณพี่พุทธที่เป็นพลังให้มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ครับ”

ขณะที่ นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ หนุ่ม ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ซึ่งก็เป็น 1 ในรายชื่อที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ได้ระบุในเอกสารคำร้องขอให้ดีเอสไอเชิญมาสอบถามข้อมูลในฐานะผู้เคยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เช่นเดียวกันนั้น

นายกรรชัยยังไม่ได้ประสานการเข้าพบดีเอสไอแต่อย่างใด หลังก่อนหน้านี้เคยนัดหมายไว้เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา และขอเลื่อนไปก่อนเนื่องจากติดภารกิจงาน โดยในส่วนของนายกรรชัยที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ ปรากฏความว่า เคยบริจาคเงิน รวมจำนวน 1.5 ล้านบาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง

แบ่งเป็น วันที่ 18 ก.ย.2567 ยอด 1 ล้านบาท (เข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว) เพื่อช่วยเหลือเหตุการณ์อุทกภัยภาคเหนือ และวันที่ 17 มี.ค.2568 ยอด 5 แสนบาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เพื่อช่วยเหลือ หลังนายกันเปิดมูลนิธิ 1-2 เดือน

กระทั่งในวันที่ 23 ต.ค.2568 นายกรรชัยได้ออกมาพูดผ่านรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ เพื่อขอให้นายกัณฐัศว์ เร่งชี้แจงการใช้จ่าย การเบิกใช้เงินภายในมูลนิธิฯ และยอดเงินทั้งหมดในปัจจุบัน เพื่อความโปร่งใสเป็นธรรมต่อสังคมและผู้บริจาครายอื่น ๆ

คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยว่า เนื่องด้วยพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบคำร้องของนายษิทรา ตามที่ระบุไว้ อาทิ การขอให้ตรวจสอบการจดจัดตั้งมูลนิธิฯ การใช้จ่ายเงินภายในมูลนิธิฯ การจัดซื้อสิ่งของโดยใช้เงินมูลนิธิฯ การเปิดรับบริจาค เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา พนักงานสืบสวนได้มีการส่งหนังสือประสานขอเอกสารไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการจดจัดตั้งมูลนิธิฯ เพื่อดูประกอบคำร้องและตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนส่งหนังสือเชิญบุคคลมาสอบถามในฐานะพยาน

ทั้งคนที่เคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ คนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับนายกัณฐัศว์ คนที่เคยทำงานในมูลนิธิฯ ทั้งนี้ พนักงานสืบสวนยังไม่ได้มีการส่งหนังสือเชิญนายกัณฐัศว์ มาสอบถามข้อมูลแต่อย่างใด เพราะต้องรวบรวมข้อมูลตามประเด็นของผู้ร้องให้เรียบร้อยก่อน

นายพุทธอภิวรรณ กล่าวก่อนเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ว่า วันนี้ตนเข้ามาให้ข้อมูลเรื่องเงินบริจาค ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเงินบริจาคในช่วงเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา หรือในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม

และถ้าหากจำไม่ผิด ตนน่าจะมีการบริจาคไปทั้งสิ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกบริจาคเข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จำนวน 300,000 บาท และครั้งที่สอง จำนวน 100,000 บาท รวมเป็น 400,000 บาท และตนไม่เคยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายกัน เพราะโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิโดยตรง

เมื่อถามว่าหากเงินที่ได้บริจาคไปมีการตรวจสอบของหน่วยงานแล้วพบว่าเป็นการใช้เงินโดยไม่ถูกวัตถุประสงค์ ในฐานะผู้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิมีความรู้สึกอย่างไรบ้างหรือไม่ โดยนายพุทธอภิวรรณ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ว่าเขานำไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งต้องรอถามทางเจ้าหน้าที่ก่อน แต่วันนี้เป็นการที่ตนมาให้รายละเอียดปกติ

โดยเฉพาะกรณีเงินบริจาคว่าเป็นการบริจาคเงินในช่วงเวลาใดบ้าง ซึ่งตนก็มีสลิปการโอนเงินอยู่แล้ว สามารถระบุได้ว่าเป็นการโอนในช่วงวันที่เวลาใด ส่วนกรณีที่ตนบริจาคเงินไปทั้งสิ้น 400,000 บาท เข้ามูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ตนไม่เคยได้สอบถามกับเจ้าตัวโดยตรงว่านำเงินไปใช้ในกรณีใดบ้าง

ก็คงเหมือนกับทุกคนที่ใครเปิดรับบริจาคเราก็บริจาคไป ซึ่งก็ยอมรับว่าเราก็รู้จักกับเขา แล้วเราก็เห็นเขาทำงาน ตอนนั้นตนก็คิดว่ามันก็เป็นประโยชน์จึงบริจาคไป แต่ก็เพิ่งมาเกิดเรื่องขึ้นในตอนนี้

ทั้งนี้ ตนย้ำว่าในกรณีที่ทนายตั้มได้เป็นผู้มาร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการตรวจสอบการรับบริจาคเงินและการใช้เงินของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ว่ามีการเรี่ยไรรับเงินบริจาคหรือมีการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้เลย เพราะวันนี้ตนมาตามที่ทางดีเอสไอได้เชิญมาให้ข้อมูลเท่านั้น

แล้วตนก็ไม่ได้บริจาคแค่ในส่วนของคุณกันจอมพลัง ก็มีการบริจาคหลายที่ แต่บังเอิญว่ามันมีเรื่องของคุณกันที่ต้องตรวจสอบ เราก็เลยพร้อมมาให้ข้อมูล ไม่มีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับรายละเอียดภายในหนังสือของนายษิทราที่เคยยื่นต่อดีเอสไอ พบว่ามีการขอให้มีการตรวจสอบการดำเนินกิจการการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

1.การเปิดรับบริจาคในช่วงวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงเดือน มิ.ย.68-ก.ค.68 เนื่องด้วยผู้ร้องระบุว่า จากการตรวจสอบเพจ Facebook ”กันจอมพลัง ช่วยสู้“ ในช่วงเดือน มิ.ย.68-ก.ค.68 ปรากฏหลักฐานการโพสต์ข้อความ ภาพถ่าย และวิดีโอ (Reels) เชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของจำนวนหลายรายการเพื่ออ้างใช้ในภารกิจช่วยเหลือตามแนวชายแดน

เช่น การจัดจัดซื้อทรายและยางรถยนต์เก่าสำหรับทำบังเกอร์ การสร้างถนนลำเลียงและสะพาน การจัดหาชุดเกราะกันกระสุน กล้อง Body cam รถ ATV และท่อคอนกรีต โดยต้องการให้ดีเอสไอตรวจสอบจำนวนสิ่งของที่ได้ซื้อมาจริงว่าแต่ละอย่าง ซื้อมาจำนวนเท่าใด นำไปใช้จริงจำนวนเท่าใด

และหลังจากใช้ในภารกิจเสร็จแล้วใครเป็นผู้ครอบครองได้รับประโยชน์ หรือจำหน่ายไปให้กับองค์กรหรือบุคคลใด ตรวจสอบเส้นทางการเงินจากบัญชีรับบริจาคช่วงเวลาดังกล่าวเปรียบเทียบกับปริมาณสิ่งของที่จัดซื้อและส่งมอบจริงว่ามีการเงินบริจาคไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเปิดรับบริจาคหรือไม่

มีการทุจริตโดยการใช้บริษัทนอมินีมาขายสินค้าราคาแพงกว่าราคาสินค้าจริงเพื่อผลประโยชน์ในส่วนต่างที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตรวจสอบบริษัทคู่ค้ากับมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ว่ามีการขายสินค้านั้นอยู่จริงหรือไม่

และเปรียบเทียบราคาท้องตลาดกับราคาที่เสนอขายให้กับมูลนิธิ หากพบการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะสมยอมราคากันเพื่อนำเงินออกจากมูลนิธิ เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่เกิดจากการร่วมร่วมกันหลอกลวงประชาชน ก็ขอให้ดำเนินคดีกับเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนประเด็นที่ 2 ทนายตั้มระบุถึงกรณีการเปิดรับบริจาคและจัดซื้อทรัพย์สิน กรณีตึก สตง. เครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบเพจ Facebook ของ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ปรากฏหลักฐานการโพสต์ข้อความสรุปยอดเงินและรายการสิ่งของที่เปิดรับบริจาค จำนวน 10 วัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกรณีการช่วยเหลือและปรับปรุงสถานที่ (กรณีตึก สตง.) โดยมีรายการสำคัญ ดังนี้

- แอร์ตั้งตัวใหญ่ 25 ตัว จำนวนเงิน 887,327 บาท

- เครื่องฟอกอากาศ 15 ตัว จำนวนเงิน 112,500 บาท

- สายไฟตู้เบรกเกอร์ จำนวนเงิน 44,000 บาท

- ผ้าใบ จำนวนเงิน 20,000 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,071,800 บาท (ผ่านบัญชี มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ เลขที่ 204-838-9662)

จึงขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีธนาคารว่ามียอดเงินบริจาคในช่วงเวลาดังกล่าวจำนวนเท่าใด และมูลนิธิได้ซื้อสินค้าอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ราคาเท่าไร เนื่องจากมีผู้พบเห็นพยานหลักฐานและเบาะแสว่าทรัพย์สินประเภทเครื่องปรับอากาศที่ได้รับบริจาคมานั้น กลับไม่ได้ถูกนำไปติดตั้งใช้งานตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ แต่กลับนำไปใช้ในสตูดิโอไลฟ์สดของนายกัณฐัศว์ เอง ซึ่งเป็นกิจการส่วนตัวหรือสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินของมูลนิธิ

นอกจากนี้ นายษิทรา ยังขอให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ตึก สตง. มีบุคคลนำของที่ซื้อโดยเงินบริจาคมาใช้ส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งตรวจสอบราคาสินค้า บริษัทที่ขายสินค้าว่ามีการขายราคาเกินจริงหรือไม่ อาทิ

กรณีการจัดซื้อรองเท้าคอมแบท (ราคาส่วนต่างผิดปกติหรือไม่) เพราะจากการตรวจสอบพยานหลักฐานคลิปวิดีโอและการชี้แจงเกี่ยวกับการจัดจัดซื้อสิ่งของให้แก่เจ้าหน้าที่แนวหน้า ปรากฏรายการจัดซื้อ จำนวน 65 คู่ โดยมีการระบุว่าใช้งบประมาณในการจัดซื้อคู่ละ 1,000 กว่าบาท ยอดเงินรวมประมาณ 70,000 ถึง 80,000 บาท

พฤติการณ์ต้องสงสัย เมื่อนำรายการและลักษณะของรองเท้าดังกล่าวมาตรวจสอบเทียบเคียงกับราคาจำหน่ายจริงในท้องตลาดและช่องทางทั่วไปกลับพบว่ารองเท้าในลักษณะเดียวกันนี้มีราคาจำหน่ายปลีกเพียงคู่ละประมาณ 704 บาทเท่านั้น

จึงขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเอกสารการจัดซื้อ ใบเสร็จรับเงิน หรือใบเสนอราคาจากคู่สัญญาว่ามีการจัดซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดผิดปกติ หรือมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของมูลนิธิหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีกรณีความเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ การพากย์เสียงเว็บพนันฯ ในปี 2019 โดยจากการตรวจสอบข้อมูลและพยานหลักฐานย้อนหลังปรากฏข้อเท็จจริงและข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ของนายกันจอมพลัง ว่าเคยมีส่วนร่วมในการพากย์เสียงโฆษณาหรือโปรโมตเว็บพนันออนไลน์ในช่วงปี พ.ศ. 2562 หรือปี ค.ศ. 2019 ตามลิงค์ที่แนบมาดังนี้

พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ความเป็นมาแหล่งที่มาของทรัพย์สินของนายกันจอมพลัง น.ส.ลลิตา ภรรยาของนายกันจอมพลัง บิดามารดาของนาย กันจอมพลัง อีกทั้งคนสนิทไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนายกัมปนาท

คำว่าปี และ น.ส.กาญจนา ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้มีเส้นทางการเงินจากการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฏหมาย

พร้อมขอให้ดีเอสไอดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลเพื่อให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้มีความชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นผู้ร่วมบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ อาทิ น.ส.ธนิษฐาน์ อดีตแอดมินและหลังบ้านมูลนิธิ กัน จอมพลัง ในประเด็นที่เคยให้ข้อมูลไว้เกี่ยวกับบัญชีม้าและการดำเนินการของมูลนิธิในลักษณะองค์กรอาชญากรรม

พร้อมทั้งขอข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล มูลนิธิที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการในลักษณะมิชอบด้วยกฎหมาย มารดา ตา ยาย ของ น.ส.ธนิษฐาน์ ในประเด็นยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีของตนในลักษณะบัญชีม้าว่ามีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของนายกัณฐัศว์ หรือไม่

ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ในฐานะผู้พบเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ที่ได้รับบริจาคในช่วงตึก สตง.ถล่ม อยู่ในสตูไลฟ์สด G Live Studio ของนายกันจอมพลัง นายภูดิท กำเนิดพลอย ในฐานะผู้บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิว่าตอนที่บริจาคเงินไปนั้นวัตถุประสงค์ต้องการบริจาคไปเพื่อกิจการอันใด และขอให้ดีเอสไอตรวจสอบเรื่องอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

และขอให้ดีเอสไอตรวจสอบบ้านหรูราคากว่า 200 ล้านบาท ในโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ ราชพฤกษ์ โดยขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินในการซื้อบ้านหลังดังกล่าวว่าได้จากการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบการกระทำความผิดขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พัฒนาการของเหตุการณ์: 3 รายงาน

ความคิดเห็น