พุทธ อภิวรรณ เข้าพบดีเอสไอ แจงสาเหตุ ทำไมบริจาคเงินให้ มูลนิธิกันจอมพลัง
พุทธ อภิวรรณ เข้าพบดีเอสไอ ให้ข้อมูลปมเงินบริจาคมูลนิธิ กันจอมพลัง ยันโอนเข้าบัญชีทางการ 4 แสนบาท
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 พุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว ช่อง 8 และเจ้าของช่องยูทูบ Puttha Talk เดินทางเข้าพบพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อให้ข้อมูลในฐานะพยาน กรณีเงินบริจาคของ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้
ก่อนหน้านี้ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบการดำเนินงาน การรับบริจาค การจัดซื้อสิ่งของ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ รวมถึง นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนดังกล่าวยังอยู่ในชั้นรวบรวมข้อเท็จจริง ยังไม่มีการสรุปว่าบุคคลหรือมูลนิธิที่ถูกร้องเรียนกระทำผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่
พุทธอภิวรรณยืนยัน บริจาคเข้าบัญชีมูลนิธิโดยตรง
นายพุทธอภิวรรณเปิดเผยกับสื่อก่อนเข้าให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่นัดหมายให้มาชี้แจงเกี่ยวกับเงินที่เคยร่วมบริจาค คาดว่าเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาและเหตุอุทกภัย
ที่ผ่านมา นายพุทธอภิวรรณเคยโอนเงินช่วยเหลือผ่านมูลนิธิ 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 300,000 บาท และครั้งที่สองจำนวน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท
เจ้าตัวยืนยันว่า เงินทั้งสองก้อนถูกโอนเข้าบัญชีของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้โดยตรง ไม่เคยโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของกัน จอมพลัง พร้อมนำหลักฐานการโอนเงินซึ่งระบุวันและเวลาชัดเจนมามอบให้เจ้าหน้าที่ประกอบการตรวจสอบ
นายพุทธอภิวรรณกล่าวด้วยว่า ตามปกติตนบริจาคเงินช่วยเหลือผ่านหลายหน่วยงาน เมื่อพบการเปิดรับบริจาคและเห็นว่าโครงการเป็นประโยชน์ต่อสังคมจึงร่วมสมทบทุน เนื่องจากรู้จักการทำงานของกัน จอมพลังอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนรายละเอียดในคำร้องของทนายตั้ม นายพุทธอภิวรรณยืนยันว่าไม่ทราบข้อมูลเชิงลึก แต่พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และตอบคำถามตามหลักฐานที่มี
“หนุ่ม กรรชัย” มีชื่อเป็นพยานด้วย
นอกจากนายพุทธอภิวรรณแล้ว หนุ่ม กรรชัย ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง ก็มีชื่ออยู่ในกลุ่มบุคคลที่ดีเอสไอต้องการสอบถามข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่ก่อนหน้านี้ได้ขอเลื่อนนัดหมายออกไปเนื่องจากติดภารกิจ
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า หนุ่ม กรรชัย เคยโอนเงินช่วยเหลือจำนวน 2 ครั้ง รวม 1.5 ล้านบาท
ครั้งแรก วันที่ 18 กันยายน 2567 โอนเงินจำนวน 1 ล้านบาท เข้าบัญชีส่วนตัวของกัน จอมพลัง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคเหนือ ส่วนครั้งที่สอง วันที่ 17 มีนาคม 2568 โอนเงินจำนวน 500,000 บาท เข้าบัญชีมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ หลังมูลนิธิจดทะเบียนจัดตั้งได้ประมาณ 1–2 เดือน
หนุ่ม กรรชัย เคยกล่าวผ่านรายการข่าวว่า ต้องการให้มูลนิธิเปิดเผยยอดรับบริจาคและรายละเอียดการเบิกจ่าย เพื่อให้ผู้ร่วมบริจาคสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
การมีชื่อของนายพุทธอภิวรรณและหนุ่ม กรรชัยอยู่ในรายชื่อผู้ให้ข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด แต่เจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบยอดเงิน วันที่โอน วัตถุประสงค์ และบัญชีปลายทาง เพื่อใช้ประกอบภาพรวมของเส้นทางการเงิน
หนึ่งในประเด็นหลักที่ทนายตั้มยื่นให้ดีเอสไอตรวจสอบ คือ การเปิดรับเงินบริจาคในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2568
ขณะนั้นมีการเชิญชวนประชาชนบริจาคเงินเพื่อจัดซื้อสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ เช่น ทราย ยางรถยนต์ ชุดเกราะ รถเอทีวี และท่อคอนกรีต
คำร้องขอให้ตรวจสอบจำนวนเงินที่ได้รับกับจำนวนสิ่งของที่จัดซื้อจริง รวมถึงตรวจสอบว่าสิ่งของถูกนำไปใช้ที่ใด ส่งมอบให้หน่วยงานใด และหลังเสร็จสิ้นภารกิจอยู่ในความครอบครองของใคร
อีกส่วนหนึ่งคือการตรวจสอบบริษัทคู่ค้าที่จำหน่ายสินค้าให้มูลนิธิว่ามีตัวตนและขายสินค้าจริงหรือไม่ มีความเชื่อมโยงกับบุคคลภายในหรือไม่ รวมถึงมีการเสนอราคาสูงกว่าราคาท้องตลาดหรือมีการสมยอมในการเสนอราคาตามที่ร้องเรียนหรือไม่
ทั้งหมดเป็นข้อสงสัยตามคำร้อง ซึ่งต้องรอเอกสารการจัดซื้อ ใบเสนอราคา ใบเสร็จ หลักฐานการส่งมอบ และคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องก่อนสรุปข้อเท็จจริง
อีกประเด็นคือการเปิดรับเงินบริจาคเพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. โดยคำร้องระบุว่า มีการเปิดรับเงินเป็นเวลา 10 วัน ได้ยอดบริจาครวม 1,071,800 บาท
เงินดังกล่าวถูกระบุว่าจะนำไปจัดซื้อเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้นขนาดใหญ่ 25 เครื่อง เครื่องฟอกอากาศ 15 เครื่อง รวมถึงติดตั้งระบบสายไฟและจัดหาผ้าใบ
ทนายตั้มขอให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่ซื้อด้วยเงินบริจาคถูกติดตั้งและใช้ในสถานที่ตามที่แจ้งไว้ครบถ้วนหรือไม่ หลังมีข้อสงสัยว่าเครื่องปรับอากาศบางส่วนอาจถูกนำไปติดตั้งในสตูดิโอไลฟ์สดส่วนตัว
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากผลตรวจสอบของดีเอสไอ และต้องเปิดโอกาสให้มูลนิธิและผู้เกี่ยวข้องนำหลักฐานการจัดซื้อ การติดตั้ง และกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินมาชี้แจง
ขอเช็กใบเสร็จรองเท้าคอมแบท 65 คู่
คำร้องยังขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อรองเท้าคอมแบทจำนวน 65 คู่ สำหรับมอบให้เจ้าหน้าที่แนวหน้า โดยมีการแจ้งงบประมาณเฉลี่ยมากกว่า 1,000 บาทต่อคู่ รวมประมาณ 70,000–80,000 บาท
ผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่า รองเท้ารุ่นที่ใกล้เคียงกันมีราคาจำหน่ายในท้องตลาดประมาณคู่ละ 704 บาท จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบใบเสนอราคา ใบเสร็จรับเงิน ร้านค้าที่จำหน่าย และราคาที่ชำระจริง
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบราคาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ามีการซื้อแพงผิดปกติ เนื่องจากต้องตรวจสอบรุ่นสินค้า คุณภาพ ขนาด จำนวน ภาษี ค่าขนส่ง และเงื่อนไขการจัดซื้อประกอบด้วย
ขอสอบเส้นทางทรัพย์สินและบ้านหรู
คำร้องของทนายตั้มยังกล่าวถึงกรณีการรับงานพากย์เสียงโปรโมตเว็บไซต์พนันออนไลน์เมื่อปี 2562 พร้อมขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและแหล่งที่มาของทรัพย์สินของกัน จอมพลัง ภรรยา พ่อแม่ และบุคคลใกล้ชิด
อีกประเด็นคือการขอให้ตรวจสอบที่มาของเงินที่ใช้ซื้อบ้านหรูมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท ในย่านแจ้งวัฒนะ–ราชพฤกษ์ ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและสามารถอธิบายแหล่งที่มาได้หรือไม่
นอกจากนี้ ผู้ร้องขอให้เรียกอดีตแอดมินซึ่งเคยดูแลระบบหลังบ้านของมูลนิธิมาสอบถาม โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างเรื่องบัญชีม้าและการจัดการเงินผ่านบุคคลอื่น
ข้อสงสัยทั้งหมดเป็นเพียงเนื้อหาในคำร้องขอให้ตรวจสอบ ยังไม่ใช่ข้อสรุปของดีเอสไอหรือคำวินิจฉัยว่ามีการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจเอกสาร เส้นทางการเงิน การส่งมอบสิ่งของ และรับฟังคำชี้แจงจากทุกฝ่าย ก่อนพิจารณาว่ามีเหตุรับเป็นคดีพิเศษหรือส่งให้หน่วยงานใดดำเนินการต่อ