คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

ผลสำรวจนักลงทุน 54% มองทองลง ศูนย์วิจัยฯ ประเมินไตรมาส 4 ไซด์เวย์ 65,000-70,000 บาท

ที่มา: ข่าวสด

ศูนย์วิจัยทองคำเผยผลสำรวจ GRC Gold Survey นักลงทุน 54% มองราคาทองคำสัปดาห์นี้ปรับลดลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ 46% คาดราคาขยับขึ้น ประเมินไตรมาส 4/2569 ทองคำแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ 3,950-4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ชี้หากย่อลง 3,950-4,000 ดอลลาร์เป็นจังหวะทยอยสะสม พร้อมมองทองคำไทยกรอบ 65,000-70,000 บาท แนะซื้อใกล้ 65,000 บาท

วันที่ 5 ต.ค. 2569 ศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยผลสำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 5-9 ต.ค. 2569 จาก GRC Gold Survey จากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำ 13 ราย โดยพบว่ามี 6 ราย หรือ 46% คาดว่าราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ 4 ราย หรือ 31% คาดว่าจะลดลง และอีก 3 ราย หรือ 23% คาดว่าจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มนักลงทุนทองคำ 340 ราย พบว่า 112 ราย หรือ 33% มองว่าราคาทองคำในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ 185 ราย หรือ 54% คาดว่าจะปรับลดลง และ 43 ราย หรือ 13% คาดว่าจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อน สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังและให้น้ำหนักกับแรงกดดันด้านขาลงในระยะสั้น

อย่างไรก็ดีในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5% ตามประกาศสมาคมค้าทองคำ เคลื่อนไหวในกรอบ 65,800-67,000 บาทต่อบาททองคำ และปิดสัปดาห์ที่ 65,950 บาท ลดลง 1,900 บาทจากสัปดาห์ก่อน ซึ่งปิดที่ 67,850 บาท

ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์วันที่ 5-9 ต.ค. 2569 ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยเฉพาะถ้อยแถลงของประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ นายอัลแบร์โต มูซาเล็ม รวมถึงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดรายอื่น การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีและ 30 ปี และทิศทาง Bond Yield หลังปรับขึ้นสู่ระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ จัดทำโดยสถาบันจัดการอุปทาน (PMI/ISM ภาคบริการ) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคบริการในสหรัฐอเมริกา รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ของผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนก.ย. 2569 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นเดือนต.ค. 2569

รวมถึงรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes) จากการประชุมเมื่อเมื่อวันที่ 15-16 ก.ย. 2569 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และทิศทางราคาทองคำในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดีนายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวถึงทิศทางราคาทองคำในช่วงไตรมาส 4/2569 ว่า ตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ราคาทองคำยังคงมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยไตรมาส 1 ราคาปรับตัวได้ดีและทำจุดสูงสุดของปี ก่อนที่เข้าสู่ไตรมาส 2 จะเริ่มมีแรงขาย แม้ช่วงต้นไตรมาสราคายังสามารถปรับขึ้นได้ แต่หลังจากนั้นแรงขายกลับเข้ามากดดัน ทำให้ราคาปรับลดลงและเคลื่อนไหวทรงตัวในระดับที่ต่ำลง

“ช่วงต้นไตรมาส 3 ราคาทองคำปรับลดลงทำจุดต่ำสุดในเดือนก.ค. ก่อนฟื้นตัวขึ้นและเคลื่อนไหวในกรอบด้านล่าง โดยปัจจุบันอยู่บริเวณระดับ 4,100 ดอลลาร์ต้นๆ ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งถือเป็นกรอบล่างของราคาทองคำในปีนี้”

นายพิบูลย์ฤทธิ์กล่าวและว่า สำหรับไตรมาส 4 ประเมินว่าราคาทองคำมีแนวโน้ม ไซด์เวย์ในกรอบ 3,950-4,500 ดอลลาร์ ตั้งแต่เดือนต.ค.ไปจนถึงเดือนธ.ค. โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 3,950 ดอลลาร์ และแนวต้านประมาณ 4,500 ดอลลาร์

ทั้งนี้ในเดือนพ.ย.มักเป็นช่วงที่กองทุนต่างๆ เริ่มเคลียร์บัญชี ขณะที่เดือนธ.ค.มีปริมาณการซื้อขายลดลง เนื่องจากวันทำการจริงมีไม่ถึงครึ่งเดือน ทำให้ช่วงเวลาที่สามารถเข้าซื้อขายได้อย่างเต็มที่อาจเหลือเพียงช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนธ.ค.

อย่างไรก็ตาม แม้ไตรมาส 4 ปีนี้จะมีปัจจัยที่ต้องติดตามหลายด้าน ทั้งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แต่ศูนย์วิจัยทองคำมองว่า หากราคาลงไปบริเวณ 3,950-4,000 ดอลลาร์ จะกลายเป็นโอกาสในการเข้าซื้อมากกว่าที่จะกังวลว่าจะปรับตัวลงแรงต่อ

“หลังเข้าสู่ช่วงปลายปี แม้ตลาดจะมีวันหยุดยาว แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจตามเทศกาลยังมีอยู่ ทั้งคริสต์มาส ปีใหม่ และต่อเนื่องไปถึงตรุษจีน ซึ่งจะทำให้มีความต้องการทองคำสำหรับผลิตสินค้ามีค่า เช่น เครื่องประดับ ทองรูปพรรณ หรือนาฬิกา เพื่อเติมสต็อกหลังการขายในช่วงเทศกาลและเตรียมรองรับเทศกาลต้นปี”ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยทองคำกล่าว

นอกจากนี้ แรงขายจากกองทุนในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ถือว่ามีออกมาค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ความต้องการซื้อทองคำรูปพรรณเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อราคาปรับลดลง รวมถึงคำสั่งซื้อทองคำของธนาคารกลางเพื่อเป็นทุนสำรองยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มองว่าภาพรวมราคาทองคำยังน่าจะเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์มากกว่าเป็นขาลงรุนแรง

อย่างไรก็ดีหากราคาทองคำสามารถผ่านระดับ 4,520 ดอลลาร์ไปได้ มองว่ามีโอกาสขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,700-4,800 ดอลลาร์ แต่ในระยะนี้ยังไม่ให้น้ำหนักกับเป้าหมายที่สูงถึง 4,900 ดอลลาร์ โดยประเมินกรอบ 3,950-4,500 ดอลลาร์ เป็นระดับที่เหมาะสม

ดอลลาร์-บอนด์ยีลด์ ตัวแปรกดดันทอง

สำหรับแรงกดดันต่อราคาทองคำ ทั้งราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และทิศทางดอกเบี้ย ดังนั้นจึงต้องจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งจริงหรือไม่ เพราะหากเศรษฐกิจดีอย่างต่อเนื่อง จะสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แข็งค่า และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

โดยดอลลาร์สหรัฐฯ ยังถือเป็นทั้งศัตรูและมิตรของทองคำ หากดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำจะได้รับประโยชน์ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวขึ้นในหลายช่วงอายุ ส่งผลกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยจากนโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศและการขึ้นภาษี ซึ่งสามารถเข้ามาชดเชยแรงกดดันจากนโยบายการเงินของเฟดได้ และตลาดทองคำยังมีความอ่อนไหวต่อถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพียงการแสดงความคิดเห็นก็สามารถทำให้ตลาดกลับทิศได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ดังนั้นในมุมมองทางเทคนิคยังมองว่า ราคาทองคำอยู่ในจังหวะ “ย่อซื้อ” โดยหากย่อลงใกล้แนวรับก็สามารถทยอยสะสม และเมื่อราคาปรับขึ้นใกล้แนวต้านจึงพิจารณาขายทำกำไร

ทองไทย 65,000-70,000 บาท เน้นซื้อใกล้ 65,000 บาท

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวอีกว่าสำหรับตลาดทองคำของไทย โดยทั้งนักลงทุนและผู้ค้าทองคำในประเทศขณะนี้กังวลเรื่องดอกเบี้ยเป็นหลัก ขณะเดียวกันพฤติกรรมการซื้อทองคำสะท้อนภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างชัดเจน โดยแม้ราคาทองคำจะปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 64,000-65,000 บาท แต่นักลงทุนบางส่วนก็ยังไม่เข้าซื้อ

สาเหตุสำคัญมาจากกำลังซื้อที่ลดลง หรือ “เงินในกระเป๋าลดลง” ทำให้การซื้อทองคำทำได้ยากขึ้น แม้ราคาจะปรับลงมาอยู่บริเวณ 65,000-66,000 บาทก็ตาม ประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้อย่างจำกัด และยังมีปัจจัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเข้ามากดดันเพิ่มเติม

สำหรับกรอบราคาทองคำระยะสั้นในประเทศ มองที่ 65,000-70,000 บาท โดยแนะนำให้ซื้อใกล้ระดับ 65,000 บาท และหากทำกำไรได้ประมาณ 2,000 บาท ก็สามารถทยอยขายทำกำไรได้

“หากราคาทองคำไทยหลุดต่ำกว่า 65,000 บาท จึงค่อยมาพิจารณาจุดดังกล่าวอีกครั้ง เพราะในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับลง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศ ทำให้ระดับ 65,000 บาทเป็นแนวรับที่น่าสนใจ”

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น หากซื้อบริเวณ 65,000-66,000 บาท แนวต้านแรกที่สามารถพิจารณาขายทำกำไรอยู่บริเวณ 67,000-68,000 บาท ส่วนผู้ที่ลงทุนระยะยาวมองว่า ในไตรมาส 1 ปี 2570 มีโอกาสเห็นราคาทองคำไทยแตะที่ระดับ 70,000 บาทขึ้นไป

ความคิดเห็น