คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | คิดใหม่เรื่องน้ำท่วมเมือง

ที่มา: มติชน

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของความกังวลเรื่องน้ำท่วมเมือง ที่ความกังวลยังมาพร้อมกับข้อมูลการพยากรณ์อากาศที่หลายฝ่ายยืนยันตรงกันว่า โอกาสฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่เมืองยังคงมีความเป็นไปได้

หลายคนน้ำยังไม่แห้งหน้าบ้านหรือในบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร

ความกังวลนี้ก็นำไปสู่การย้อนคิดเรื่องของอนาคตอันใกล้ว่าด้วยเรื่องของผังเมือง ว่าได้มองเห็นและเตรียมรับสภาพเรื่องเหล่านี้อย่างไร

ประเด็นแบบนี้แหละครับที่ทำให้ข่าวจริง ข่าวปลอมและข้อมูลกึ่งจริงกึ่งปลอม (คือข้อมูลที่ถูกตัดแต่ง) ทำงานปะปนกันไปหมด ตั้งแต่ตั้งคำถาม หรือแสดงความกังวลต่อร่างผังเมืองใหม่ที่อยู่ในตอนเกือบจะสุดท้ายที่ประชาชนจะมีส่วนในการให้ความเห็นหรือแสดงข้อโต้แย้ง

ส่วนจะแก้ได้จริงหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

หรือบางทีการเคลื่อนไหวเรื่องการต้านผังเมืองใหม่อาจจะมีแรงจูงใจอื่นมากกว่าเรื่องของการจัดการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการจัดการน้ำท่วมก็เป็นไปได้

และในอีกด้านหนึ่ง ถ้าจะจัดการเรื่องผังเมืองอาจจะต้องคิดถึงทางออกใหม่ๆ ทั้งเนื้อหาและกระบวนการ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมผังเมือง โดยเฉพาะผังเมืองรวมกรุงเทพฯ เข้ากับแผนยุทธศาสตร์กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ผังเมืองแก้กันสี่ห้าปีทีแล้วก็ล่าช้าแต่แผนยุทธศาสตร์กรุงเทพฯวางกันเป็นสิบปี แล้วพอผู้ว่าฯใหม่มาก็มาปรับกับนโยบายของตัวเองด้วย

บูรณาการของผังกับแผนมันไม่ไปด้วยกัน (แต่ถ้าจะไปด้วยกันต้องไม่มองแบบเทคนิคหรือมุมจากผู้บริหารเท่านั้น ต้องมองว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้อย่างไรด้วย ไอ้ประเภทแค่มาให้ข้อมูลน่าจะไม่เพียงพออีกต่อไป)

ในแง่ของเนื้อหาอาจจะต้องซ้อนภาพและมิติหลายมิติเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลความเปราะบางของพื้นที่ ทั้งภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และชุมชนเข้าไปด้วย การกำหนดย่านที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่ต้องนิ่งตามผังเมืองอย่างเดียว แต่ต้องมาจากความต้องการที่เปลี่ยนไปของพื้นที่ด้วย ไม่ใช่แค่จะกำหนดเป็นพื้นที่หนาแน่น ซึ่งหมายถึงให้พัฒนาได้หลายอย่าง ประชาชนในพื้นที่ต้องสามารถกำหนดสิทธิที่จะกำหนดเนื้อหาการพัฒนาและจังหวะการพัฒนาได้ด้วย ไม่ใช่แค่ถูกกำหนดจากทีมจัดวางผังและคณะกรรมการส่วนกลางของเมืองและประเทศเท่านั้น

ส่วนกระบวนการก็อาจจะต้องทำความเข้าใจด้วยว่าจะกำหนดอนาคตในพื้นที่อย่างไรไม่ให้เกิดการเก็งกำไรที่ดิน หรือบางกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรมากกว่ากลุ่มอื่น

เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยาก เพราะการกำหนด ภาษีลาภลอย (windfall tax) ก็มีผลสำหรับคนที่ส้มหล่น หรือกำหนดแนวการห้ามพัฒนาหรือซื้อขายบางส่วนเอาไว้ ไม่ให้กลายเป็นว่า วางผังเมืองแทบตาย เช่น อยากให้คนเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้นก็วางโครงสร้างคมนาคม แล้วก็เพิ่มกิจกรรมให้สร้างอาคารที่สูงได้ แต่พอเอาจริงเกิดการเก็งกำไรจนกระทั่งเมื่อประกาศผังเมืองแล้วที่ดินตรงนั้นก็แพงจนคนที่อยากให้เข้ามาอยู่ได้เอื้อมไม่ถึงอยู่ดี

อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือน้ำท่วมเป็นภัยพิบัติ แต่มันเป็นภัยพิบัติที่มีความซับซ้อนของมันเองและความเสียหายก็มีหลายรูปแบบ อีกทั้งความยืดหยุ่นและการฟื้นสภาพก็ไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างที่เราเห็นก็คือ น้ำท่วมมันซับซ้อนตั้งแต่การไม่ยอมรับว่าน้ำท่วมแล้ว เพราะน้ำท่วมมันเป็นคำที่ทำให้ดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล้มเหลว เมื่อเป็นเช่นนี้การประดิษฐ์คำว่า “น้ำรอระบาย” ก็ถูกนำมาใช้แทน

อย่างตอนนี้ก็จะเห็นอีกว่า น้ำท่วมมันจะถูกมองว่าเป็นเรื่องของภัยพิบัติ หรือสาธารณภัยได้ก็ต่อเมื่อมันถูกมองและให้ความหมายจากทางการ หรือถูกนิยามโดยรัฐด้วย ไม่ใช่น้ำท่วมในแง่ของปรากฏการณ์จริง

หมายถึงว่า มันต้องมีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หรือพื้นที่สาธารณภัย การช่วยเหลือถึงจะถูก “สั่งการให้เป็นเอกภาพ” ขึ้น หรือสถานการณ์จะถูกบริหาร และจะเห็นการยกระดับภัย และการสั่งการ และบูรณาการของภาครัฐ

อีกมิติหนึ่งก็คือ น้ำท่วมแค่ไหนถึงจะถูกชดเชยและเยียวยา เราก็จะเห็นได้ว่าข้อถกเถียงและข้อมูลต่างๆ มันอยู่ในสัปดาห์ที่แล้วว่าน้ำท่วมจะถูกมองว่าได้รับการชดเชยเยียวยาที่ 7 วัน (ไม่ว่าจะข่าวจริงหรือปลอม) ประเด็นมันจึงหมายถึงว่า มันมีการกำหนดเกณฑ์บางอย่างขึ้นมา เช่น น้ำขังไม่ได้ น้ำท่วมได้ ระยะท่วมกี่วัน คนเช่าบ้านได้หรือไม่ น้ำท่วมรถจะได้เยียวยาไหม ด้วยว่ารถนั้นถือเป็นอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพไหม

ประเด็นตรงนี้ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด แต่ต้องการให้เห็นว่า ความกลัว ความกังวลใจ และภัยพิบัติ มันไม่ได้วัดด้วยตาเปล่าเท่านั้น แต่รัฐ (บาล) มีการให้คำนิยามในการกำหนดนโยบาย และในการบริหารราชการด้วย

เหมือนภัยหนาวต้องต่ำกว่า 8 องศาขึ้นไป ไม่งั้นผ้าห่มก็อาจจะยังไม่แจก แต่ 8 องศาของคนที่มีบ้านต่างกันก็อาจจะหนาวไม่เท่ากัน

ทั้งหมดนี้มันชี้ให้เห็นว่าเรื่องของน้ำท่วมไม่ได้ซับซ้อนแค่สาเหตุ ในแง่ที่ว่าตกลงท่วมเพราะฝนหนัก การระบายน้ำไม่ดีเพราะท่อ หรือคลอง หรือเพราะน้ำทะเลหนุนเลยระบายออกไม่ได้ หรือท่วมเพราะน้ำหลากมาจากทางเหนือ (เพราะเขื่อนต้องระบายน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้วางแผนกักเก็บและระบายได้ไม่ดีพอ จนสุดท้ายต้องปล่อยน้ำมากขึ้นเพื่อรักษาเขื่อนเอาไว้)

แต่บางทีน้ำท่วมก็มีมิติของเมือง และชนบท

นํ้าท่วมชนบทอาจจะชดเชยในราคาที่น้อยกว่า ขึ้นกับมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน

หรือน้ำท่วมชนบทในพื้นที่ที่ประชาชนรับรู้ว่าเป็นพื้นที่แก้มลิงอยู่แล้ว

ส่วนในเมืองบางครั้งผมไม่คิดว่าประเด็นเงินชดเชยควรจะจบง่ายๆ

หรือในบางพื้นที่ในชนบทเช่นกัน

ในความหมายว่า ถ้าน้ำท่วมหรือภัยพิบัติในรอบนั้นๆ มันเกิดจากการพิสูจน์ได้ว่ามันมีความผิดพลาดในการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นการผิดพลาดในการบริหารงานในระดับชาติหรือท้องถิ่น

ค่าชดเชยมันควรจะต้องมาจากการฟ้องร้องค่าเสียหาย และต้องมีคนที่ต้องจ่ายด้วย ไม่ใช่มองว่าทุกคนมีสิทธิได้ตามเกณฑ์เท่านั้น

ประเด็นของการประกันหรือกองทุนมันไม่ใช่แค่การจัดเก็บจากทุกคน แต่มันต้องหมายถึงการหาต้นทางของการบริหารและการพร้อมรับผิดด้วย (accountability)

ในกรณีของแผ่นดินไหว หรือไฟไหม้ ภัยพิบัติ หรือการกราดยิง การได้เงินชดเชยเฉยๆ อาจเป็นไปได้

แต่ในกรณีของภัยพิบัติที่ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารราชการที่ผิดพลาด สิ่งนี้ควรนำมาพิจารณาด้วย

ไม่งั้นทุกฝ่ายก็จะได้ข้อสรุปง่ายๆ ในการวิพากษ์ระบบราชการว่าเป็นไซโล คือสั่งกันไปกันมา ขาดการบูรณาการ

แต่ถ้าความผิดพลาดมันถูกพิสูจน์ว่ามาจากการบริหารที่ผิดพลาด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การจะต้องรับผิดชอบมันก็จะต้องเกิดขึ้น

ในส่วนสุดท้าย น้ำท่วมเมืองในรอบนี้ทำให้เราเห็นว่าระบบการบริหารเมืองในระดับชุมชนและละแวกบ้านในตอนนี้อ่อนแอเหลือเกิน

ชุมชนในเมืองจำนวนมากไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับเขต จึงไม่มีสถานะและการเชื่อมโยงกับรัฐอย่างเป็นระบบ ถ้าเทียบกับพื้นที่นอกเมืองที่อยู่ใต้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ยังมีเรื่องของการเชื่อมต่อของภูมิภาคกับท้องที่

หมายถึงการเชื่อมต่อระหว่างอำเภอ กับตำบลและหมู่บ้าน

ในเมือง โดยเฉพาะใน กทม.ไม่มีสภาเขตอีกต่อไป และไม่มีตัวแทนละแวกบ้านอย่างเป็นระบบ ยกเว้นชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับเขต พวกนี้จะมีกลไกความช่วยเหลือและมีข้อมูลที่เขตชัดเจนว่ามีประชากรเท่าไหร่ มีคนแก่ มีเด็กเท่าไหร่ มีข้อมูลสุขภาพและความเปราะบางในระดับหนึ่ง

แต่ในกรณีของชุมชนใหม่ เช่น หมู่บ้านจัดสรร คอนโด หรือบ้านที่อยู่ติดกันที่ปลูกกันเอง พวกเขาไม่มีเครือข่ายจัดตั้งแต่อย่างใด ถ้ามีก็จะเป็นธรรมชาติ เช่น ไลน์กรุ๊ปของหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ทำงานหนัก

และมีระบบนิติบุคคลของหมู่บ้าน ซึ่งหลายที่ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจหรือมีมาตรฐานร่วมกัน

เมื่อเกิดภัยพิบัติองค์กรเหล่านี้อาจจะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ และติดต่อขอความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

ในแง่นี้ “เส้นเลือดฝอย” ที่จะต้องสร้างขึ้นคือระบบตัวแทนละแวกบ้าน และการทำงานร่วมในระดับเขต เพื่อทำให้การมีส่วนร่วมในเขตเข้มแข็งขึ้น และนำไปสู่การสร้างแผนที่รับความเสี่ยงที่แม่นยำ ตอบสนองต่อความต้องการในเขต

นี่คือสิ่งที่เป็นเส้นเลือดฝอยของฝั่งคนและชุมชนรวมทั้งสังคม เพิ่มไปจากเส้นเลือดฝอยฝั่งโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ

การแก้ปัญหาการบริหารงาน กทม. ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายให้มีความคล่องตัวในการบริหารแบบยกอำนาจให้ กทม.เท่านั้น

แต่ต้องหมายถึงการเพิ่มอำนาจให้องค์กรพื้นฐานของประชาชนในเขตเมืองด้วย และไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างกิจกรรมให้คนมีส่วนร่วมเป็นกรณีๆ ไปเท่านั้น

ความคิดเห็น