ภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่ขึ้น ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว สร้างผลกระทบต่อชีวิตคนไทย ในอนาคตการซื้อบ้าน คอนโด และที่ดิน คงไม่ได้แค่เรื่องทำเลอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ใครจะคาดคิดว่า จะเกิดภัยพิบัติซ้ำสองในเขตกอร์คาของเนปาล มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลจากหุบเขาตามแนวแม่น้ำบูดี กันดากี ถล่มสิ่งปลูกสร้างพังยับเยินในชั่วพริบตา แม้มีผู้เสียชีวิตไม่มากเท่าครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคน และสูญหายกว่า 5,000 คน
ภัยพิบัติเนปาลครั้งแรก ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายฝ่ายพยายามหาสาเหตุที่ทำให้ธารน้ำแข็งถล่ม จนมีรายงานออกมาให้ชาวโลกรู้ว่า กิจกรรมของนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปบนยอดเขาเอเวอเรสต์ พรมแดนเนปาลและจีน มีส่วนทำให้หิมะและธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ไม่ว่าการหุงหาอาหาร การปัสสาวะทิ้งไว้บนแคมป์พักแรมในแต่ละวัน
แต่นั่นไม่ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลมากไปกว่ามลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เพื่อใช้ทำความร้อนและทำอาหาร
แม้ในอนาคตจะมีมาตรการจำกัดนักท่องเที่ยว ลดปริมาณการทำลายสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ แต่พื้นที่ในยอดเขาเอเวอเรสต์ก็ถูกทำลายมาหลายสิบปี จนธารน้ำแข็งละลาย
ภัยพิบัติที่คืบคลานมาแบบไม่ทันตั้งตัว คงจะเกิดบ่อยและถี่ขึ้น นั่นเพราะโลกร้อน จะด้วยน้ำมือมนุษย์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ความแปรปรวนสภาพอากาศ ย่อมมีผลลัพธ์มากขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ก็ได้เห็นผลแล้ว
จากรายงานประจำปีของศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NOAA) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 ที่มีการเก็บข้อมูล พบว่า ในรอบสิบปี อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 0.06 องศาเซลเซียส และปี ค.ศ. 1982 โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 0.20 องศาเซลเซียส
ข้ามมาถึงปีที่ร้อนที่สุดในปีค.ศ. 2024 พบว่า โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.18 องศาเซลเซียส และในปีค.ศ. 2023-2024 อุณหภูมิโลกเฉลี่ย
ได้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อยก็เพิ่มความรุนแรงและความถี่ของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และภัยแล้ง
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันบอกได้ว่า อนาคตมนุษย์คงจะเจอกับสิ่งไม่คาดคิดอีกไม่มากก็น้อย จากรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่า ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 175 ปี และปี 2026 ที่เรากำลังประสบพบเห็นสภาพอากาศร้อนจัดกว่าปกติในหลายพื้นที่
โดยเฉพาะประเทศไทย การถอดบทเรียนเรื่องภัยพิบัติตั้งแต่ปี 2554 เสียงบประมาณมากมาย แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะการบริหารจัดการไม่ถูกจุด ทั้งๆ ที่มีคนทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติมากมาย แต่กลับกลายเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐไม่อาจจัดการแบบทีมเวิร์คที่มีประสิทธิภาพ
แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร...ในอนาคตที่ต้องเจออากาศสุดขั้วอีกหลายครั้ง หากใน 3-4 ปีข้างหน้า จะเกิดน้ำท่วมหนัก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เตือนไว้ในหลายเวทีว่า ในปี พ.ศ.2573–2574 จะเป็นปีที่มีน้ำท่วมใหญ่หนักกว่าปี 2554
ทั้งๆ ที่มีข้อมูลการพยากรณ์อากาศตามแนวทางวิทยาศาสตร์ไว้ล่วงหน้า รัฐจะเตรียมการอย่างไร
หากมองไกลอีกนิด นักวิทยาศาสตร์เตือนไว้ว่า ภายในปีค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) บางประเทศอาจสูญหายไปจากแผนที่โลก เพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าประเทศจะไม่หายไปทั้งหมด แต่พื้นที่ดินของหลายประเทศอาจถูกน้ำทะเลกลืนหายไป และในปีเดียวกันกรุงเทพฯจะจมใต้น้ำ
ถ้าย้อนกลับมาที่ประเทศไทย สำหรับคนที่คิดจะอยู่กรุงเทพฯ ต่อไป การประเมินความน่าจะเป็น ก่อนซื้อที่ดิน ซื้อบ้าน สร้างบ้าน จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยตรวจสอบประวัติน้ำท่วมย้อนหลัง 10–20 ปี ทำเลที่ตั้งติดริมน้ำหรือไม่ เป็นทางน้ำไหลก่อนลงสู่คูคลองหรือไม่ รวมถึงศึกษาระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเล
การเลือกบ้านและพื้นที่อยู่อาศัยในอนาคต คงต้องมากกว่าคำว่าความสะดวกในการเดินทาง ปัญหาภัยพิบัติน่าจะเป็นเงื่อนไขอีกข้อในการตัดสินจะอยู่หรือไม่อยู่กรุงเทพฯ