คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

งามหน้า! อินฟลูจีน นั่งจักรยานเข้าเส้นชัย วิ่งมาราธอน โพสต์อวด จนทัวร์ลงทั้งโลก

ที่มา: The Thaiger

งามหน้า! อินฟลูจีน นั่งจักรยานเข้าเส้นชัย วิ่งมาราธอน โพสต์อวด จนทัวร์ลงทั้งโลก

ฉาวโลก อินฟลูจีน Abeeeer นั่งจักรยานเข้าเส้นชัยเบอร์ลินมาราธอน โพสต์อวดสถิติ ก่อนยอมรับผิด

เป็นเรื่องฉาวข้ามทวีปของวงการวิ่งมาราธอน “Abeeeer” บล็อกเกอร์สายฟิตเนสชื่อดังของจีน เจ้าของผู้ติดตามราว 5.3 แสนคนบนแพลตฟอร์มเสี่ยวหงชู ถูกจับภาพได้ว่านั่งซ้อนท้ายจักรยานระหว่างการแข่งขันเบอร์ลินมาราธอน รายการระดับเวิลด์มาราธอนเมเจอร์ส เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ก่อนจะโพสต์ฉลองว่าทำสถิติส่วนตัวใหม่พร้อมบันทึกความรู้สึกสุดซาบซึ้ง จนเมื่อหลักฐานไล่ทัน เจ้าตัวต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษกลางดึก

จุดแตกของเรื่องมาจากบัญชีจับโกงงานวิ่งในต่างประเทศชื่อ “officialunofficialtime” เผยแพร่ภาพเธอนั่งซ้อนท้ายจักรยานของเพื่อนบริเวณประมาณกิโลเมตรที่ 38 ของเส้นทาง พร้อมแซะว่าเป็นการ “ติดรถไปรับเหรียญ” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเพซอย่างจัง เพราะสถิติช่วงกิโลเมตร 35 ถึง 40 ของเธอใช้เวลาเพียง 30 นาที 49 วินาที เร็วกว่าช่วงก่อนหน้าถึง 6 นาทีเศษ และเป็นช่วงที่เร็วที่สุดตลอดการแข่งขัน ทั้งที่ตามหลักนักวิ่งควรล้าที่สุดในช่วงท้าย

ความฉาวทวีคูณเพราะหลังจบการแข่งขัน เธอโพสต์ฉลองเวลา 4 ชั่วโมง 53 นาที 46 วินาที โดยประกาศว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุดในชีวิต พร้อมเขียนบันทึกหลังวิ่งอย่างซาบซึ้ง เมื่อถูกจับได้ช่วงแรกเธอชี้แจงว่าระหว่างแข่งมีอาการอาเจียนและหกล้มจนคิดจะถอนตัว แต่เพื่อนบอกว่าเหลืออีกแค่ 4 กิโลเมตรอาจได้สถิติใหม่ จึงกลับเข้าเส้นทางไปวิ่งต่อ คำอธิบายนี้ยิ่งจุดไฟให้ชาวเน็ตจีนถล่มหนักว่าฟังไม่ขึ้น ก่อนเธอจะลบโพสต์ที่เกี่ยวกับเบอร์ลินมาราธอนออกทั้งหมด ขณะที่กระแสลุกลามจนแบรนด์สินค้าที่เธอรับรีวิวพลอยถูกทัวร์ลงไปด้วย โดยมีรายงานจากฝั่งผู้ร่วมงานแบรนด์ว่าค่าตัวของเธอสูงกว่าอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไปถึง 8 ถึง 12 เท่า

กระทั่งเวลาประมาณตี 3 ของวันที่ 3 ตุลาคม เธอโพสต์แถลงยอมรับผิดว่า “จะไม่ขอแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นกับพฤติกรรมการนั่งจักรยาน และขอโทษทุกคนอย่างจริงจัง” พร้อมยอมรับว่าจงใจปกปิดข้อเท็จจริงช่วงดังกล่าวในบันทึกหลังวิ่ง และอาการไม่สบายไม่ใช่ข้ออ้างของการทำผิดกติกา

ทั้งนี้ เบอร์ลินมาราธอนเป็นหนึ่งใน 6 รายการเมเจอร์ของโลกที่ห้ามผู้เข้าแข่งขันใช้พาหนะใดๆ โดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตั้งแต่ตัดผลการแข่งขันไปจนถึงแบนจากรายการ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีแถลงอย่างเป็นทางการจากผู้จัดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับกรณีของเธอ ขณะที่ชาวเน็ตบางส่วนขุดผลงานการแข่งขันเก่าๆ ที่เธอเคยอวดไว้มาตั้งข้อสงสัยต่อ แม้ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเคยมีพฤติกรรมแบบเดียวกันในรายการอื่น เหตุการณ์นี้ยังปลุกกระแสถกเถียงเรื่องวัฒนธรรม “วิ่งเพื่อคอนเทนต์” ของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ที่ความน่าเชื่อถือทั้งหมดผูกอยู่กับตัวเลขผลงานซึ่งพิสูจน์กันได้เสมอด้วยข้อมูลการแข่งขันที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ซินล่านิวส์ และ Eye on Digital China

ความคิดเห็น