คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เนติวิทย์ ชี้ ย้ายอุเทนถวาย “แค่ย้ายปัญหา” จุฬาฯ ไม่ควรเล่นบทเจ้าที่ดิน

ที่มา: The Thaigerอ่านแล้ว: 1

เนติวิทย์ ชี้ ย้ายอุเทนถวาย “แค่ย้ายปัญหา” จุฬาฯ ไม่ควรเล่นบทเจ้าที่ดิน

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เสนอทบทวนแนวทางย้ายอุเทนถวาย หลังรัฐบาลสั่งงดใช้พื้นที่อย่างน้อย 3 เดือน มองปัญหาความรุนแรงต้องแก้ถึงต้นเหตุ พร้อมชวนจุฬาฯ ร่วมพัฒนาหลักสูตร ดูแลนักศึกษาอย่างเท่าเทียม

จากกรณีรัฐบาลประกาศมาตรการจัดการปัญหาระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน สั่งงดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ทั้งสองแห่งอย่างน้อย 3 เดือน พร้อมเร่งหาพื้นที่แห่งใหม่ให้อุเทนถวาย

ล่าสุด เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแสดงความเห็นต่าง ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอว่า การแก้ปัญหาอุเทนถวายควรผ่านการพูดคุยอีกหลายครั้ง ไม่ควรจบลงด้วยการให้สถาบันย้ายออกจากพื้นที่เพียงอย่างเดียว ควรยกระดับเป็นวาระแห่งชาติและเปิดให้วงวิชาการเข้ามาร่วมอภิปรายอย่างกว้างขวาง

เนติวิทย์มองว่า นักศึกษาอุเทนถวายและนิสิตจุฬาฯ มีพื้นฐานทางสังคม ชนชั้นแตกต่างกันมาก ขณะที่เหตุทะเลาะวิวาทหลายครั้งอาจมีปัจจัยจากระบบรุ่นพี่ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่นักศึกษาแต่ละคนเติบโตมา จึงไม่ควรกล่าวโทษหรือเหมารวมว่าสถาบันการศึกษาเป็นต้นเหตุทั้งหมด

เจ้าตัวยังยกประสบการณ์ส่วนตัวว่า เมื่อครั้งได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ เคยมีนักศึกษาอุเทนถวายเข้ามาหาเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุกคนหรือทั้งสถาบันต้องร่วมรับผิดชอบ

“เด็กตีกันมีให้เห็นมาก โรงเรียนหลาย ๆ ที่ก็มี แค่ไม่ปรากฏในที่กลางเมืองบ่อย ๆ เท่านั้นเอง แต่มันซ่อนเร้นอยู่ทุกที่ในสังคม”

เนติวิทย์เสนอว่า เมื่อสังคมมองเห็นปัญหาความรุนแรงอย่างชัดเจน ควรใช้โอกาสนี้ศึกษาสาเหตุและแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะการย้ายสถานศึกษาออกจากพื้นที่เดิมอาจเป็นเพียงการย้ายตำแหน่งที่เกิดปัญหา โดยไม่ได้จัดการเงื่อนไขที่ทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่

เสนอจุฬาฯ ร่วมพัฒนาหลักสูตรกับอุเทนถวาย

อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ เห็นว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ควรวางบทบาทของตัวเองเป็นเพียงเจ้าของที่ดิน แต่ควรเปิดพื้นที่ให้บุคลากร โดยเฉพาะผู้ทำงานด้านการศึกษา เข้ามาพูดคุยกับอุเทนถวายและร่วมกันออกแบบหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาของทั้งสองสถาบัน

เป้าหมายที่ควรพิจารณาคือการทำให้อุเทนถวายสามารถอยู่ในพื้นที่ต่อไปอย่างเหมาะสมและทันสมัย นักศึกษาได้รับการดูแล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากนิสิตจุฬาฯ

“โจทย์ที่ยากกว่า แต่ก็มีประโยชน์และคู่ควรกับสถาบันการศึกษาที่อ้างว่าอันดับ 1 ของประเทศ คือจะทำอย่างไรให้อุเทนอยู่ต่ออย่างสง่างาม ทันสมัยขึ้น เด็ก ๆ มีความสุขกับการอยู่ในพื้นที่ และได้รับการดูแลอย่างดีไม่ต่างกับเด็กจุฬาฯ คนอื่น ๆ”

เนติวิทย์ทิ้งท้ายว่า ไม่เชื่อว่าการหาทางออกลักษณะนี้จะเกินความสามารถของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและผู้ใหญ่ในสังคมไทย พร้อมย้ำว่าปัญหาควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจย้ายสถานศึกษา

รัฐบาลสั่งงดใช้พื้นที่อย่างน้อย 3 เดือน

ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประชุมร่วมกับผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มทร.ตะวันออก สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และตำรวจ เมื่อวันที่ 9 กันยายน

ที่ประชุมเห็นชอบให้ทั้งอุเทนถวายและปทุมวันงดจัดการเรียนการสอนภายในพื้นที่อย่างน้อย 3 เดือน มีผลทันที พร้อมมอบหมายให้แต่ละสถาบันจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่น เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักศึกษา

ส่วนอุเทนถวายได้รับคำสั่งให้เร่งจัดหาพื้นที่เรียนแห่งใหม่ภายในกรอบเวลา 3 เดือน อาจเริ่มจากพื้นที่ชั่วคราวก่อนพัฒนาเป็นที่ตั้งถาวร ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันต้องจัดทำแผนเปลี่ยนผ่าน หากในอนาคตยังเกิดเหตุรุนแรงก็อาจต้องพิจารณาย้ายพื้นที่เช่นกัน

สำหรับพื้นที่เดิมของอุเทนถวาย จุฬาฯ แจ้งว่าจะพัฒนาเป็นพื้นที่ด้านการศึกษาและนวัตกรรม เปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมยืนยันว่าจะไม่นำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยกระทรวง อว. เตรียมตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อกำหนดรูปแบบการใช้พื้นที่ต่อไป

ข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างจุฬาฯ กับอุเทนถวายดำเนินมายาวนานหลายสิบปี พื้นที่มีขนาดประมาณ 20 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา โดยจุฬาฯ เริ่มเจรจาขอคืนพื้นที่ตั้งแต่ปี 2518 ก่อนมีคำวินิจฉัยและมติจากหน่วยงานรัฐให้อุเทนถวายขนย้ายและส่งมอบพื้นที่คืน

ความคิดเห็น