น้ำท่วมกรุงเทพฯ 2569 ย้อนพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ‘แก้มลิง’ ทำงานอย่างไร ทำไมเมืองต้องมีที่ให้น้ำอยู่Legacyจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2538 ถึงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569 ทำความเข้าใจแนวพระราชดำริ “แก้มลิง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้เมืองเก็บน้ำไว้ชั่วคราว แล้วรอจังหวะระบายออก เพราะการสูบน้ำอย่างเดียวรับมือน้ำจำนวนมากพร้อมกันไม่ได้
กรุงเทพมหานครเผชิญน้ำท่วมอีกครั้งในปลายเดือนกันยายน 2569 ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมขังบนถนนหลายสาย และระดับน้ำในคลองสายหลักยังสูงอยู่หลายวัน
สถานการณ์นี้ทำให้แนวพระราชดำริ แก้มลิง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ถูกพูดถึงอีกครั้ง แนวคิดนี้ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าจะสูบน้ำออกจากเมืองได้เร็วแค่ไหน แต่เริ่มจากคำถามว่า ในช่วงที่ยังระบายน้ำออกไม่ได้ น้ำควรไปอยู่ที่ไหน
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569 เกิดจากอะไร
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ว่าน้ำท่วมรอบนี้เกิดจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก
มวลน้ำจากภาคเหนือยังไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงมาสมทบ ขณะแถลง เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำก้อนนี้ไหลผ่านปทุมธานีและกรุงเทพฯ ก่อนออกสู่อ่าวไทย
เพจกรุงเทพมหานครรายงานเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 28 กันยายนว่า ฝนเริ่มเว้นช่วงแล้ว แต่ระดับน้ำในคลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองเปรมประชากรยังสูง เพราะคลองสายหลักต้องรับน้ำจากคลองย่อย กทม. จึงเดินเครื่องสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาตลอด 24 ชั่วโมง
ภาพนี้สะท้อนโจทย์ของเมืองลุ่มต่ำ เมื่อฝนตกในเมืองขณะที่คลองเต็มและแม่น้ำมีน้ำมาก ระบบระบายน้ำต้องรับน้ำจากหลายทางพร้อมกัน น้ำส่วนที่ระบายไม่ทันจึงล้นขึ้นมาท่วมถนนและชุมชน
น้ำท่วมใหญ่ปี 2538 จุดเริ่มต้นของแก้มลิง
ปี 2538 น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สำนักงาน กปร. ระบุว่ามี 3 ปัจจัยเกิดพร้อมกัน
แม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำปริมาณมากในฤดูน้ำหลาก
ฝนตกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลติดต่อกันหลายวัน
น้ำทะเลหนุนสูง
ตามปกติ แม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำได้ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีโดยไม่ล้นตลิ่ง แต่ฤดูน้ำหลากปี 2538 มีน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 5,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจึงล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเป็นบริเวณกว้าง
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงติดตามสถานการณ์และพิจารณาแนวทางแก้ปัญหา จากนั้นพระราชทานพระราชดำริ “โครงการแก้มลิง” เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
แก้มลิงคืออะไร ทำไมใช้ชื่อนี้
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอธิบายแนวคิดนี้ผ่านพฤติกรรมของลิง เมื่อได้กล้วย ลิงจะปอกเปลือกแล้วเก็บไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อน ทำจนเต็มแก้ม จากนั้นจึงค่อย ๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนภายหลัง
แก้มลิงจึงหมายถึงพื้นที่ที่รับน้ำไว้ก่อนชั่วคราว แทนที่จะปล่อยให้น้ำทั้งหมดไหลเข้าท่วมเมืองพร้อมกัน สำนักงาน กปร. ระบุว่าพระราชดำริให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับน้ำฝน เมื่อคลองระบายน้ำได้แล้ว จึงค่อยระบายน้ำที่เก็บไว้ออกไป
มูลนิธิชัยพัฒนาอธิบายเพิ่มว่า พระราชดำริให้ใช้พื้นที่ลุ่ม บึง และสระเป็นที่รองรับน้ำ วิธีนี้สอดคล้องกับสภาพเดิมของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มรับน้ำตามธรรมชาติ
นอกจากลดน้ำท่วม แก้มลิงยังมีประโยชน์อีก 2 ด้าน
อนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม น้ำที่ระบายจากแก้มลิงลงคลองช่วยเจือจางน้ำเน่าเสีย และผลักน้ำเสียให้ระบายออกไป
สำรองน้ำใช้ น้ำที่เก็บไว้ใช้อุปโภคบริโภคได้ในฤดูแล้ง
ภาพจาก : เว็บไซต์ พอเพียง
แก้มลิงทำงานอย่างไร
สำนักงาน กปร. อธิบายการทำงานของแก้มลิงเป็นลำดับดังนี้
ระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบน ระบบระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบนลงคลองพักน้ำที่ชายทะเล
ปล่อยน้ำลงทะเลตามธรรมชาติ เมื่อระดับน้ำทะเลลดลงต่ำกว่าน้ำในคลอง น้ำในคลองไหลลงทะเลเองตามแรงโน้มถ่วง
สูบน้ำออกจากคลอง เจ้าหน้าที่สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่แก้มลิง น้ำจากพื้นที่ตอนบนจึงค่อย ๆ ไหลลงมาเติม พื้นที่น้ำท่วมจึงลดลง
ปิดประตูเมื่อน้ำทะเลหนุน เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าน้ำในคลอง เจ้าหน้าที่ปิดประตูระบายน้ำ ให้น้ำไหลทางเดียว (One Way Flow) น้ำทะเลจึงไม่ไหลย้อนเข้ามา
หัวใจของระบบจึงอยู่ที่จังหวะของน้ำ ระบบไม่ได้สู้กับน้ำตลอดเวลา แต่เก็บน้ำไว้ในช่วงที่ระบายออกยาก แล้วรอช่วงน้ำทะเลลงจึงปล่อยน้ำออก เวลาจึงสำคัญพอ ๆ กับขนาดของคลองหรือกำลังของเครื่องสูบน้ำ
แก้มลิงมี 3 ขนาด
สำนักงาน กปร. แบ่งแก้มลิงตามขนาดดังนี้
แก้มลิงขนาดใหญ่ (Retarding Basin) สระหรือบึงขนาดใหญ่ที่รวบรวมน้ำฝนจากพื้นที่โดยรอบ แล้วเก็บไว้ระยะหนึ่งก่อนระบายลงลำน้ำ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย และทุ่งเกษตรกรรม ซึ่งมักใช้ประโยชน์ด้านอื่นควบคู่ เช่น ชลประทานและประมง
แก้มลิงขนาดกลาง: พื้นที่ชะลอน้ำระดับลุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง และคลอง
แก้มลิงขนาดเล็ก (Regulating Reservoir) พื้นที่สาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ที่ต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลอง
แก้มลิงในพื้นที่เอกชนเรียกว่า “แก้มลิงเอกชน” ส่วนแก้มลิงในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจเรียกว่า “แก้มลิงสาธารณะ”
ลำดับพระราชดำริ จากกรุงเทพฯ สู่ฝั่งตะวันตก
หลังน้ำท่วมปี 2538 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริเรื่องแก้มลิงต่อเนื่องหลายครั้ง
14 พฤศจิกายน 2538 พระราชทานพระราชดำริโครงการแก้มลิง เพื่อระบายน้ำและบรรเทาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล
23 มกราคม 2539 ที่พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการแก้มลิงฝั่งตะวันตกเพิ่มเติม โดยใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ สร้างอาคารบังคับน้ำและติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร แล้วระบายน้ำออกทะเลช่วงน้ำทะเลลง
กุมภาพันธ์ 2539 พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาโครงการแก้มลิงให้เหมาะกับภูมิประเทศของ จ.สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ
โครงการแก้มลิงแบ่งเป็นฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
สำนักงาน กปร. แบ่งโครงการแก้มลิงรอบกรุงเทพฯ ตามฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
ฝั่งตะวันออก ใช้คลองชายทะเลด้าน จ.สมุทรปราการ เป็นทางเดินของน้ำจากสระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ
ฝั่งตะวันตก ใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน รับน้ำจากอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพฯ แล้วระบายลงทะเลด้าน จ.สมุทรสาคร
ฝั่งตะวันตกยังมีระบบแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง ซึ่งเปิดระบายน้ำจำนวนมากลงอ่าวไทยช่วงน้ำทะเลต่ำ ระบบนี้ประกอบด้วย 3 โครงการ
โครงการแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง
โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย คลองสนามชัย
โครงการแก้มลิงคลองสุนัขหอน
คลองมหาชัย คลองสนามชัย แก้มลิงที่ใช้คลองแทนบ่อ
หน่วยงานเคยศึกษาการใช้คลองสรรพสามิตและคลองสหกรณ์เป็นแก้มลิงก่อน แต่พบว่าสภาพพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยและค่าใช้จ่ายสูง จึงเปลี่ยนมาศึกษาคลองมหาชัย คลองสนามชัยแทน เพราะคลองทั้งสองอยู่ใกล้พื้นที่น้ำท่วมขังของสมุทรสาคร นครปฐม และกรุงเทพฯ อีกทั้งใช้งบลงทุนไม่มาก
ระบบนี้ไม่ใช่บ่อขนาดใหญ่แห่งเดียว แต่ใช้คลอง หนอง บึง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำเชื่อมต่อกัน เพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ตอนบนมาพักไว้ แล้วระบายออกทะเลทางปากคลองมหาชัย คลองพระราม คลองขุนราชพินิจใจ และคลองสายอื่น
สำนักงาน กปร. ระบุข้อมูลโครงการดังนี้
พื้นที่โครงการ 76.42 ตารางกิโลเมตร
ความจุเก็บน้ำในคลอง ประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร
สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ 25 แห่ง แบ่งเป็นของกรุงเทพมหานคร 12 แห่ง กรมชลประทาน 10 แห่ง และกรมโยธาธิการและผังเมือง 3 แห่ง
เครื่องสูบน้ำที่คลองมหาชัย 12 เครื่อง เครื่องละ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวม 36 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
มูลนิธิชัยพัฒนารายงานเมื่อปี 2552 ว่า กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างประตูระบายน้ำปิดกั้นคลอง 10 แห่งแล้วเสร็จในปี 2539 กรมชลประทานและกรมโยธาธิการและผังเมืองยังสร้างทำนบดินกั้นน้ำทะเลยาว 13 กิโลเมตร ซึ่งป้องกันน้ำท่วมเขตเทศบาลเมืองสมุทรสาครได้
โครงการชลประทานสมุทรสาครบริหารน้ำตามฤดูกาล
ช่วงน้ำหลาก ปิดประตูระบายน้ำทั้ง 10 แห่งของกรมชลประทาน เมื่อน้ำทะเลลดลง เจ้าหน้าที่เปิดประตูระบายน้ำที่คลองมหาชัยให้น้ำไหลออกทะเลตามแรงโน้มถ่วง เมื่อน้ำทะเลสูงกว่าน้ำในคลอง เจ้าหน้าที่ปิดประตูแล้วเดินเครื่องสูบน้ำแทน น้ำตอนบนจึงไหลลงมาเติมได้ตลอด
ช่วงน้ำปกติ เปิดประตูทั้ง 10 แห่ง ให้น้ำทะเลคุณภาพดีหมุนเวียนเข้าระบบ ช่วยเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย และปิดประตูเฉพาะเมื่อน้ำทะเลหนุนสูง
ภาพจาก: library.stou.ac.th
กรุงเทพฯ ต้องการพื้นที่รับน้ำเท่าไร ข้อมูลปี 2552
มูลนิธิชัยพัฒนาเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 หลังองคมนตรีและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากราบบังคมทูลเรื่องโครงการแก้มลิง ข้อมูลนี้อ้างผลการศึกษาระบบป้องกันน้ำท่วมฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ภายในแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร
ผลการศึกษาพบว่า ถ้าฝนตกติดต่อกันภายใน 3 ชั่วโมง จะมีน้ำเกินกว่าที่คลองระบายน้ำและสถานีสูบน้ำรองรับได้ประมาณ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำส่วนเกินนี้จะล้นท่อและคลองเข้าท่วมพื้นที่ลุ่ม ถนน และตรอกซอย กรุงเทพฯ จึงต้องหาแก้มลิงรองรับให้เพียงพอ
ข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่า ถึงปี 2552 กรุงเทพฯ จัดหาพื้นที่แก้มลิงได้ 21 แห่ง รองรับน้ำได้ประมาณ 12.74 ล้านลูกบาศก์เมตร
เพื่อให้เห็นภาพ ถ้าเทียบกับสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกขนาด 50 x 25 x 2 เมตร ซึ่งจุน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตร น้ำ 13 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่ากับน้ำประมาณ 5,200 สระ
ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อปี 2552 ไม่ใช่การประเมินน้ำท่วมเดือนกันยายน 2569 จึงเทียบตรง ๆ กับเหตุการณ์ปีนี้ไม่ได้ และจำนวนแก้มลิงของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปแล้ว
บึงหนองบอน 1 ใน 21 แก้มลิงของกรุงเทพฯ
มูลนิธิชัยพัฒนายกตัวอย่างบึงหนองบอน เขตประเวศ เป็น 1 ใน 21 แก้มลิงที่ กทม. จัดหาไว้
พื้นที่ทั้งหมด 644 ไร่ 1 งาน 37.5 ตารางวา
การขุดบึง เริ่มขุดปี 2536 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ลึกประมาณ 10 เมตร แล้วเสร็จปี 2542
วิธีบริหาร ปลายฤดูแล้ง เจ้าหน้าที่สูบพร่องน้ำให้บึงมีระดับต่ำสุดถึงลบ 7 เมตร เพื่อรอรับน้ำจากคลองหนองบอนและคลองมะขามเทศในช่วงน้ำหลาก
พื้นที่ที่ช่วยป้องกัน เขตประเวศ สวนหลวง และพระโขนงบางส่วน รวมประมาณ 150 ตารางกิโลเมตร และยังช่วยลดระดับน้ำในคลองข้างเคียง
ทำไมมีแก้มลิงแล้วกรุงเทพฯ ยังท่วม
แก้มลิงลดปริมาณน้ำสูงสุดที่ไหลเข้าระบบพร้อมกัน แต่ไม่ได้ทำงานลำพัง ระบบจะได้ผลเมื่อทุกส่วนทำงานร่วมกัน ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำ คลองที่พาน้ำเข้าแก้มลิง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ทางออกสู่แม่น้ำ ไปจนถึงระดับน้ำที่ปลายทาง
เมืองยังท่วมได้ในหลายกรณี
ฝนตกหนักในเวลาสั้น น้ำเข้าระบบเร็วกว่าที่ระบบพาน้ำไปพักไว้ได้ ถนนจึงท่วมก่อน
คลองสายหลักเต็ม น้ำจากคลองย่อยไหลลงได้ช้า อย่างที่ กทม. รายงานเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569
แม่น้ำหรือทะเลสูง คลองระบายน้ำออกสู่ปลายทางได้จำกัด ช่วงน้ำทะเลหนุนต้องปิดประตูและพึ่งเครื่องสูบน้ำอย่างเดียว
น้ำท่วมปี 2538 เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกันเช่นเดียวกัน ทั้งน้ำเหนือ ฝนในเมือง และน้ำทะเลหนุน โจทย์ของเมืองจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าคลองยังเหลือที่ว่างเท่าไร น้ำเหนือไหลลงมาเท่าไร แม่น้ำรับไหวแค่ไหน และปลายทางระบายออกทะเลได้หรือไม่
จากปี 2538 ถึงปี 2569 เมืองยังต้องมี “ที่ให้น้ำอยู่”
แก่นของแนวพระราชดำริแก้มลิงไม่ใช่แค่การขุดบ่อหรือคลองเพิ่ม แต่เป็นการบริหารน้ำทั้งระบบให้เข้ากับภูมิประเทศและจังหวะของธรรมชาติ เมื่อน้ำมากเกินกว่าที่ระบบระบายได้ในช่วงหนึ่ง น้ำต้องมีที่พัก ถ้าเมืองไม่มีที่ให้ น้ำจะไหลไปหาที่ต่ำเอง ทั้งถนน บ้าน ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ
กว่า 30 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีอาคาร ถนน และหมู่บ้านเพิ่มขึ้นมาก การจัดการน้ำจึงต้องพัฒนาตามเมือง แต่หลักคิดยังเหมือนเดิม คือต้องรู้ว่าน้ำมาจากไหน จะพักไว้ที่ใด จะพาไปทางไหน และระบายออกได้เมื่อไร
กรุงเทพฯ อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วม ตอนนี้ฟ้าเริ่มโปร่ง แต่ระดับน้ำในคลองยังสูง
น้ำท่วมวันนี้ 29 ก.ย. 69 เช็ก 60 จุดทางหลวงรถผ่านไม่ได้ ทางด่วนและมอเตอร์เวย์ฟรีวันสุดท้าย
กทม. เตือนประชาชน เฝ้าระวัง น้ำทะเลหนุนสูง มวลน้ำเหนือสมทบ 29 ก.ย.- 4 ต.ค. 69
สำนักงาน กปร.: องค์ความรู้โครงการแก้มลิง
สำนักงาน กปร.: โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย คลองสนามชัย
สำนักงาน กปร.: พระราชดำริ ทุ่งมะขามหย่อง
มูลนิธิชัยพัฒนา: พระราชดำริเกี่ยวกับการจัดทำโครงการแก้มลิง (7 พ.ค. 2552)
รัฐบาลไทย: แถลงศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม 28 ก.ย. 2569
ทีมโฆษก กอ.รมน.
โพสต์ น้ำท่วมกรุงเทพฯ 2569 ย้อนพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ‘แก้มลิง’ ทำงานอย่างไร ทำไมเมืองต้องมีที่ให้น้ำอยู่ ปรากฏครั้งแรกใน Thaiger ข่าวประเทศไทย