น้ำท่วมกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนในชลบุรี–ระยอง ส่งผล "ฮอนด้า–โตโยต้า" หยุดผลิตชั่วคราว 2–6 ต.ค. 2569 ขณะที่ ส.อ.ท.ประเมินความเสียหายทั้งภาคอุตสาหกรรมเบื้องต้นกว่า 1,018 ล้านบาท พร้อมเร่งสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมและช่วยผู้ประกอบการฟื้นกิจการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงวันที่ 25–30 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาครอบคลุม กรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด จากการประเมินเบื้องต้นของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า ภายใต้สมมติฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40% มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,018.36 ล้านบาท
โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และยังต้องปรับปรุงตามข้อมูลความเสียหายจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี
ล่าสุด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Honda ได้ประกาศหยุดสายการผลิตรถยนต์ชั่วคราวที่โรงงานปราจีนบุรีและอยุธยา ระหว่างวันที่ 2–6 ตุลาคม 2569
ขณะที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หรือ Toyota ก็ ประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวในโรงงาน 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง (สมุทรปราการ), โรงงานบ้านโพธิ์ และโรงงานเกตเวย์ (ฉะเชิงเทรา) รวมถึง Toyota Auto Works ระหว่างวันที่ 2–5 ตุลาคม 2569
ทั้งนี้เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในจังหวัดชลบุรี และระยองประสบปัญหาน้ำท่วม จนไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าโรงงาน นอกจากนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องปรับตารางส่งสินค้าให้สอดคล้องกับโรงงานประกอบ หากโรงงานลูกค้าหยุดผลิต ผู้ผลิตชิ้นส่วนอาจต้องเลื่อนการส่งมอบหรือจัดเก็บสินค้าเพิ่ม ขณะที่การกลับมาเร่งผลิตอาจเพิ่มภาระด้านแรงงานและการขนส่ง รวมถึงยังต้องตรวจสอบผลกระทบจริงเป็นรายบริษัทก่อนระบุมูลค่าความเสียหาย
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนว่า ความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการป้องกันน้ำเข้าโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับเส้นทางขนส่ง บ้านพักพนักงาน และระบบรถรับส่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สายการผลิต
ส.อ.ท.เร่งสำรวจความเสียหาย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่เฉพาะต่อประชาชน แต่ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนการเดินทางของแรงงาน
โดย ส.อ.ท.ได้เร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบที่แท้จริง และนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด
ในระยะเร่งด่วน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถประคองกิจการและกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร การเร่งรัดเรื่องประกันภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำลด ขณะเดียวกันต้องเตรียมระบบป้องกันและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีขึ้น