น้ำท่วม กรมควบคุมโรคเตือน 3 ภัยใกล้ตัว “จมน้ำ–ไฟดูด–สัตว์หนีน้ำ” ระวัง 6 กลุ่มโรค เฝ้าระวังอาการ “โรคฉี่หนู” หลังสัมผัสน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ประชาชนบางส่วนอาจต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมในพื้นที่น้ำท่วม กรมควบคุมโรคห่วงใยประชาชน ขอให้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก นอกจากความเสี่ยงจากโรคที่อาจตามมาแล้ว ยังมีภัยสุขภาพที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ การจมน้ำ ไฟดูดหรือไฟฟ้าช็อต และสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์มีพิษที่หนีน้ำเข้าบ้าน
ระวัง 3 ภัยใกล้ตัว
1. การจมน้ำ หลีกเลี่ยงการเดินหรือขับรถผ่านบริเวณที่มีกระแสน้ำไหลแรง น้ำลึก หรือมองไม่เห็นสภาพพื้นด้านล่าง โดยเฉพาะเด็กเล็กไม่ควรปล่อยให้เล่นน้ำตามลำพัง ผู้ที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำควรใช้เส้นทางที่ปลอดภัยและมีอุปกรณ์ช่วยพยุง หากพบผู้ตกน้ำ ไม่ควรกระโดดลงไปช่วยเอง เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดไปด้วย ควรใช้ไม้ เชือก หรืออุปกรณ์ที่ยื่นให้ผู้ประสบภัยจับ และรีบโทร. 1669
2.ไฟดูดและไฟฟ้าช็อต หากน้ำเข้าบ้านหรือพื้นที่ที่มีระบบไฟฟ้า ควรตัดกระแสไฟฟ้าจากจุดที่ปลอดภัยก่อน และไม่สัมผัสปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสายไฟขณะตัวเปียก รวมถึงไม่เดินลุยน้ำในบริเวณที่มีสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในน้ำ หากพบสายไฟขาดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าตกอยู่ในน้ำ ห้ามเข้าใกล้หรือสัมผัส ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
3.สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีพิษหนีน้ำ เช่น งู ตะขาบ และแมงป่อง อาจเข้ามาหลบในบ้าน ใต้กองสิ่งของ รองเท้า หรือบริเวณที่แห้ง จึงควรใช้ไฟฉายส่องก่อนเดินหรือหยิบสิ่งของ ไม่ใช้มือเปล่าค้นหา และสวมรองเท้าที่ปิดมิดชิด หากถูกงูกัดหรือสัตว์มีพิษกัดต่อย ควรตั้งสติ ไม่กรีดแผล ไม่ดูดพิษ และรีบไปโรงพยาบาล หากทำได้ให้จดจำลักษณะสัตว์ไว้เพื่อแจ้งบุคลากรทางการแพทย์
6 กลุ่มโรคสำคัญ
ช่วงน้ำท่วมยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะ 6 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่
1.โรคเลปโตสไปโรสิส (ไข้ฉี่หนู) หากสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล หลังสัมผัสน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์ หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะไตวาย ตับวาย เลือดออกในปอด และเสียชีวิตได้ ควรรีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วม
2.โรคผิวหนังและการติดเชื้อที่ผิวหนัง การสัมผัสน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคือง หากมีผื่นแดง คัน แผลพุพอง หนังลอก ควรทำความสะอาดและดูแลบริเวณดังกล่าวให้แห้ง หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
3.โรคระบบทางเดินอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงและโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากน้ำท่วมอาจพัดพาสิ่งปฏิกูล ขยะ และเชื้อโรคต่าง ๆ ไปปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม วัตถุดิบ รวมถึงภาชนะและอุปกรณ์ประกอบอาหาร หากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อน อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้
หากมีถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ ควรดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายหรืออาเจียนมาก ดื่มน้ำไม่ได้ มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะ อ่อนเพลียมาก หรือซึมลง ควรรีบพบแพทย์ทันที
4.โรคที่มียุงเป็นพาหะ หลังฝนตกและมีน้ำขัง อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หากมีไข้ติดต่อกัน 2 วัน มีผื่น ปวดข้อ กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ขอให้รีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ห้ามรับประทานยาประเภท NSAIDs ได้แก่ แอสไพริน และไอบรูโพรเฟน
5.โรคตาอักเสบ หากสัมผัสน้ำไม่สะอาด อาจมีตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตา หรือตาพร่ามัว ควรล้างมือบ่อย ๆ ไม่ขยี้ตา และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
6.โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ การสูดดมความชื้น ฝุ่นโคลน ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด หรือการอยู่รวมกันในพื้นที่พักพิง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบ หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ ควรรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และสวมหน้ากากอนามัย เมื่อมีอาการไอ จาม และพบแพทย์หากอาการรุนแรง
“ประชาชนที่จำเป็นต้องสัมผัสน้ำท่วม ควรสวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ป้องกันน้ำได้ หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า หากมีบาดแผลควรปิดแผลให้มิดชิด หลังสัมผัสน้ำควรรีบล้างมือ เท้า และร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาด รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่และดื่มน้ำสะอาด รวมทั้งกำจัดแหล่งน้ำขังเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง”นพ.มณเฑียรกล่าว
นพ.มณเฑียร กล่าวอีกว่า ช่วงนี้ฝนตกต่อเนื่องและหลายพื้นที่มีน้ำท่วม ประชาชนจำนวนมากอาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำได้ยาก จึงขอให้ทุกคนดูแลตนเองตามความเหมาะสม ทั้งการป้องกันโรคจากน้ำและอาหาร การป้องกันยุงกัด การดูแลบาดแผล รวมถึงระวังไฟฟ้าและสัตว์ที่อาจหนีน้ำเข้าบ้าน สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรเตรียมยาให้เพียงพอ ไม่ควรขาดยา และเก็บยาไว้ในที่แห้ง ป้องกันน้ำและความชื้น หากยาเปียกน้ำหรือชำรุด ไม่ควรนำมารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา หากมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ตาแดง ผื่น หรือมีอาการทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัว