คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เมื่อองค์กรมี ‘ความจริงทางกฎหมาย’ มากกว่าหนึ่งชุด : มติของใครจะผูกพันรัฐ? 09 ต.ค. 2569

ที่มา: bangkokbiznews.com

หลายวันที่ผ่านมา ภาพความขัดแย้งใน กสทช. ถูกเล่าค่อนข้างชัดว่า กรรมการ 6 คนต้องการเดินหน้าประชุม ขณะที่สำนักงาน กสทช. ไม่ส่งเจ้าหน้าที่ เอกสาร และผู้รับผิดชอบวาระเข้าไปสนับสนุน

จึงไม่แปลกที่คำถามจำนวนมากจะพุ่งไปที่ สำนักงาน กสทช. และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ว่าเหตุใดจึงไม่ดำเนินการตามความประสงค์ของกรรมการเสียงข้างมาก คำถามนี้ควรถูกถาม แต่มีข้อเท็จจริงอีกด้านที่ควรวางไว้ด้วย

วันที่ 7 ตุลาคม สำนักงาน กสทช. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับที่ 89/2569 ระบุว่า ได้เตรียมจัดประชุม กสทช. วันที่ 8 ตุลาคม “ตามที่ กสทช. ทั้ง 6 ท่าน แจ้งมายังสำนักงาน กสทช.” โดยได้เสนอผู้มีอำนาจจัดประชุมตามระเบียบแล้ว และได้รับแจ้งจากประธาน กสทช. ว่าติดภารกิจและขอลาประชุม

ต่อมามีรายงานว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขอให้กรรมการที่เข้าร่วมประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเฉพาะครั้ง เพื่อให้การประชุมดำเนินต่อไปได้ อย่างน้อยสำหรับการประชุมครั้งนี้

ข้อถกเถียงว่า นพ.สรณจะต้องนั่งหัวโต๊ะหรือไม่จึงลดความสำคัญลง แต่ความขัดแย้งไม่ได้หายไป เพราะสิ่งที่แต่ละฝ่ายเห็นต่างกันอยู่ก่อนแล้วคือ ใครมีอำนาจทำให้การประชุมเริ่มต้นขึ้น

กรรมการ 6 คนเห็นว่า ผลจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาและกระบวนการทางศาลทำให้ นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้แล้ว จึงสามารถประชุมโดยกรรมการที่เหลือและเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้

ส่วนสำนักงานยังยึดฐานความเห็นว่า นพ.สรณ มีหน้าที่ตามกฎหมาย และการจัดประชุมจึงต้องดำเนินไปตามกระบวนการที่สำนักงานเห็นว่าถูกต้อง

เมื่อจุดเริ่มต้นต่างกัน เรื่องอื่นก็ต่างตามไปด้วย ตั้งแต่ใครมีอำนาจเรียกประชุม เลขาธิการต้องทำหน้าที่ในการประชุมใด ไปจนถึงมติที่ออกมาจะมีผลผูกพันสำนักงานและบุคคลภายนอกหรือไม่ นี่ทำให้การอธิบายสถานการณ์ด้วยตัวเลขว่า “6 ต่อ 1” อาจยังไม่ครบ

นายไตรรัตน์ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากการที่สำนักงานไม่สนับสนุนการประชุมของกรรมการ 6 คน แต่อีกด้านหนึ่ง มติ กสทช. หลายเรื่องเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลต่อผู้ประกอบการ ผู้รับใบอนุญาต และบุคคลภายนอก

หากสำนักงานเข้าไปรองรับการประชุมบนฐานอำนาจที่ภายหลังถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหา ผลกระทบย่อมไม่ได้จบอยู่ในห้องประชุม

เหตุผลนี้ไม่ได้แปลว่าความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานถูกต้อง แต่ก็ทำให้คำอธิบายว่า “สำนักงานขวางบอร์ด” อาจง่ายเกินไป เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคมเห็นปัญหานี้ได้ชัด กรรมการ 6 คนเปิดประชุมและรับทราบวาระได้ 5 เรื่อง แต่วาระที่ต้องพิจารณาไม่สามารถเดินต่อได้ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าชี้แจง

จึงมีคำถามที่ควรถามกรรมการ 6 คนเช่นกัน เมื่อสำนักงานระบุว่าได้จัดประชุมวันที่ 8 ตุลาคมตามที่กรรมการทั้ง 6 คนแจ้งมา ขณะที่ นพ.สรณ ขอลาประชุมและเปิดทางให้กรรมการเลือกประธานในที่ประชุมกันเอง

เมื่อสำนักงานระบุว่าได้จัดประชุมวันที่ 8 ตุลาคมตามที่กรรมการทั้ง 6 คนแจ้งมา ขณะที่ นพ.สรณ ขอลาประชุมและเปิดทางให้กรรมการเลือกประธานในที่ประชุมกันเอง

คำถามสำหรับการประชุมครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่า กรรมการทั้ง 6 คนจะสามารถใช้การประชุมที่สำนักงานจัดไว้ แล้วบันทึกหรือสงวนความเห็นว่าไม่ยอมรับสถานะของ นพ.สรณ ได้หรือไม่

ในมุมของกรรมการ 6 คน คำตอบอาจเป็นว่า เพียงการเข้าร่วมประชุมดังกล่าวก็อาจเท่ากับยอมรับฐานอำนาจในการจัดประชุมของบุคคลที่ตนเห็นว่าไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น หากเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งชัดว่าความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะนั่งหัวโต๊ะ แต่อยู่ที่ ที่มาของอำนาจในการเรียกและจัดประชุม

สำนักงานเองก็ต้องตอบคำถามอีกด้าน หากกรรมการ 6 คนพร้อมปฏิบัติหน้าที่และเป็นเสียงข้างมาก เหตุใดสำนักงานจึงไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสนับสนุนการประชุม แล้วบันทึกข้อสงวนทางกฎหมายของสำนักงานไว้ สองคำถามนี้ควรถูกถามพร้อมกัน เพราะคนที่อยู่ในสถานการณ์ยากที่สุดอาจเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ

สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งระดับกรรมการ ความเห็นว่าใครมีอำนาจสามารถต่อสู้กันผ่านกระบวนการยุติธรรมได้ แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ การเลือกว่าจะเข้าประชุมวงใด ส่งเอกสารให้ใคร รับรองรายงานการประชุมใด หรือนำมติชุดไหนไปปฏิบัติ อาจย้อนกลับมาเป็นความรับผิดของตนเองในภายหลัง

ยิ่งเมื่อมีการกล่าวถึงความรับผิดทางวินัยหรือทางกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ไม่สนับสนุนการประชุม ขณะที่อีกด้านยังมีคำสั่งและสายบังคับบัญชาที่สำนักงานเห็นว่าต้องปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่ก็ถูกวางไว้ตรงกลางของข้อพิพาทที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ เจ้าหน้าที่ไม่ควรต้องเป็นคนตัดสินเองว่า ความเห็นทางกฎหมายของฝ่ายใดถูกกว่า แล้วรับความเสี่ยงจากคำตอบนั้นแทนผู้มีอำนาจ

วันนี้ กสทช. จึงมีปัญหาที่ลึกกว่าการมีห้องประชุมสองห้อง องค์กรเดียวกันกำลังมีคำตอบสองชุดว่า การประชุมใดคือ “การประชุม กสทช.” ที่กฎหมายรับรอง

เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเพียงคนในองค์กร เพราะมติ กสทช. เกี่ยวข้องกับใบอนุญาต คลื่นความถี่ การประกอบกิจการ การแข่งขัน การใช้เงิน ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและภาคเอกชน

หากวันหนึ่งมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดว่า ฐานอำนาจที่ใช้ในการประชุมชุดหนึ่งไม่ถูกต้อง จะเกิดอะไรขึ้นกับมติที่ถูกนำไปใช้แล้ว ใครจะรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร

ในทางกลับกัน หากภายหลังพบว่ากรรมการ 6 คนมีอำนาจประชุมและออกมติได้โดยชอบมาตั้งแต่ต้น ก็ต้องถามเช่นกันว่า ความเสียหายจากการที่เรื่องสำคัญขององค์กรไม่สามารถเดินหน้าได้ ใครจะรับผิดชอบ นี่คือคำตอบที่องค์กรควรได้โดยเร็ว

ประชาชนไม่ควรต้องคอยดูว่าวันนี้กรรมการอยู่ห้องไหน สำนักงานอยู่ห้องไหน แล้วเดาเอาเองว่ามติจากห้องใดคือมติที่รัฐจะนำไปปฏิบัติ

ท้ายที่สุด คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครมีสิทธิเรียกประชุม แต่คือมติของใครจะผูกพันรัฐ และใครจะรับผิดชอบ หากวันหนึ่งพบว่ามตินั้นไม่มีผลผูกพันมาตั้งแต่ต้น

หมายเหตุ: บทความนี้วิเคราะห์จากข้อมูล เอกสาร และข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าการประชุมของฝ่ายใดชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ความคิดเห็น