ถอดแนวคิด “ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” ซีอีโอ MFEC ชี้ AI Transformation ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์แอดออน แต่คือการเปลี่ยน Operating System และโครงสร้างต้นทุนองค์กร ชูยุทธศาสตร์ Work through AI และทักษะความอยากรู้อยากเห็นขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่
การสัมมนาเวที “TALENT EVOLUTION: BRIDGE THE GAP” ในหัวข้อ “THE FOUNDATION RESET” ภายใต้งาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดมุมมองการเปลี่ยนผ่านองค์กรในยุคเอไอ โดย “ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอ็มเอฟอีซี (MFEC) ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการรื้อและวางรากฐานการบริหารจัดการคนและเทคโนโลยี เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันยุคใหม่
ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร จาก MFEC ได้เปิดมุมมองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เอไอที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อไลเซนส์ซอฟต์แวร์หรือการจัดอบรมเพิ่มเติม เพื่อให้ใช้ร่วมการทำงานแบบเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างกระบวนการทำงานและกระบวนทัศน์ขององค์กรใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน เอไอได้ทำลายสามเหลี่ยมข้อจำกัดเดิมระหว่าง คุณภาพ ราคา และเวลา ลง
“สมัยก่อนคุณเลือกได้แค่ 2 ใน 3 อยากได้ของดีราคาถูกก็ต้องรอนาน อยากได้เร็วและดีก็ต้องแพง แต่ปัจจุบันด้วยเอไอ คุณสามารถเลือกได้ทั้ง 3 ใน 3 คือได้ทั้งของมีคุณภาพ รวดเร็ว และราคาถูก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและระบบการทำงานขององค์กรอย่างสิ้นเชิง” ศิริวัฒน์กล่าว
สำหรับการบริหารคนในองค์กร ศิริวัฒน์ได้แบ่งพนักงานออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สนุกกับการใช้เอไอ กลุ่มที่เรียนรู้เท่าทันเอไอ และกลุ่มที่ไม่ยอมรับเอไอ จนถูกแซงหน้าไปแล้ว ซึ่งจะกลายเป็นแรงต้าน การที่องค์กรจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ผู้บริหารจะต้องสร้างแรงขับ ให้มีมากกว่าแรงต้าน หากภายในองค์กรมีพนักงานกลุ่มที่สามในสัดส่วนที่มากกว่า ก็จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับตัวขององค์กร
ศิริวัฒน์ยังกล่าวถึง ยุทธศาสตร์การตั้งเป้าหมายเพื่อบังคับให้เกิดการปรับตัวว่า หากผู้บริหารสั่งให้ยอดขายเติบโตเพียง 30% พนักงานก็จะยังคงทำงานด้วยวิธีการเดิม ๆ เช่น การออกไปพบลูกค้ามากขึ้น หรือเพิ่มจำนวนคน แต่หากตั้งเป้าหมายให้เติบโตถึง 300% พนักงานจะถูกบีบให้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด เพื่อหาทางปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
นอกจากนี้ ศิริวัฒน์ยังย้ำถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการ “ใช้เอไอ” กับการ “ทำงานผ่านเอไอ” โดยยกตัวอย่างโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ที่บริหาร AI Agent 5 ตัว ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่ การวิเคราะห์ธุรกิจไปจนถึงการเทสติ้ง ส่งผลให้สามารถเขียนโค้ดและรับโปรเจกต์ใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียว โดยได้ผลงานที่มีคุณภาพสมบูรณ์เท่าการจ้างงาน 5-10 คน
ในยุคที่ความรู้และความฉลาด หาได้ฟรีจากเอไอ องค์กรจึงไม่ได้มองหาแรงงานประเภทที่เน้นการท่องจำ แต่กำลังเฟ้นหาแรงงานประเภทที่มีสติปัญญาคิดวิเคราะห์ รวมทั้งการเปิดรับกลุ่ม “AI Native” ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเอไอ เพื่อเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยให้เอไอ เข้าใจบริบทขององค์กรและผลักดันงานให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด
ศิริวัฒน์ระบุว่าทักษะ “ความอยากรู้อยากเห็น” เป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นที่สุดสำหรับแรงงานยุคใหม่ โดยกล่าวว่า “ถ้าคุณยิ่งอยากรู้อยากเห็นด้วยจิตวิญญาณของเอไอ คุณจะคิดและหาคำตอบได้ตลอดเวลา สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือคนที่อยู่เฉย ๆ มีความรู้แต่ไม่อยากรู้อยากเห็น”