คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

ลาวชิงตัดหน้าเปิดเหมืองโปแตช สวนทาง 3 เหมืองไทย ติด 'เงินทุน-สิ่งแวดล้อม' 17 ต.ค. 2569

ที่มา: bangkokbiznews.com

"เหมืองโปแตซ" ในจังหวัดคำม่วนได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิต 320,000 ตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการผลิตปุ๋ยของลาวและลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว สวนทาง 3 เหมืองใหญ่ของไทยที่ยังติดปัญหาเงินทุนและสิ่งแวดล้อม

- สปป.ลาว ได้จัดพิธีเปิดโครงการเหมืองแร่และแปรรูปโปแตซในจังหวัดคำม่วนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยบริษัทร่วมทุนเวียดนาม-ลาว (วินาเชม) ได้รับสัมปทาน 25 ปี เพื่อผลิตปุ๋ย สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาการนำเข้า

- ในทางตรงกันข้าม โครงการเหมืองโปแตช 3 แห่งในภาคอีสานของไทย ซึ่งมีปริมาณสำรองมหาศาล กลับเผชิญอุปสรรคสำคัญจนเกิดความล่าช้า โดยติดปัญหาทั้งด้านเงินทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

- เหมืองโปแตชด่านขุนทด (โคราช) แม้จะมีความพร้อมทางเทคนิคสูงสุด แต่ยังคงเผชิญการต่อต้านและถูกฟ้องร้องจากชุมชนในประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรื่องดินเค็มและน้ำเค็มรั่วไหล

- เหมืองโปแตชอุดรธานี กำลังรอ ครม. อนุมัติการเพิ่มทุนเพื่อรับเม็ดเงินลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาทจากจีน และเผชิญการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนประทานบัตร

พิธีเปิดโครงการเหมืองแร่และแปรรูปโปแตซที่ดำเนินการโดยบริษัท เวียด-ลาว เคมีคอล แอนด์ ซอลท์ จำกัด (วินาเชม) จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ หมู่บ้านเมืองคาย อำเภอหนองบก

ในพิธีมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ประธานคณะกรรมการบริหารจังหวัดคำม่วน ดร.สมสาอาร์ต อุนสิดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า

ภาพมุมสูงของเหมืองแร่โปแตซและโรงงานแปรรูปในจังหวัดคำม่วน

นายภูธาวัน นันทาวงศ์ เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำลาว นายเหงียน มินห์ ตัม ตัวแทนบริษัท และเจ้าหน้าที่รัฐบาล

เหมืองแร่โปแตซและโรงงานแปรรูปในจังหวัดคำม่วน ได้ลงนามในข้อตกลงสัมปทานกับรัฐบาลลาวเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 สัมปทานมีระยะเวลา 25 ปี สิ้นสุดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2570 ครอบคลุมพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ โดยมีปริมาณแร่โพแทสเซียมที่คาดการณ์ไว้มากกว่า 32 ล้านตัน ตามรายงานของหนังสือพิมพ์คำม่วน

นายภูทาวัน กล่าวว่า การกลับมาดำเนินการอีกครั้งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรแร่ สร้างรายได้ให้แก่รัฐมากขึ้น และสร้างงาน โดยเขากระตุ้นให้บริษัทเร่งปรับปรุงการศึกษาความเป็นไปได้และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เขายังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการกากแร่ ตรวจสอบการทรุดตัวของดินและน้ำใต้ดิน และปฏิบัติตามข้อผูกพันทางกฎหมาย

ดร.สมสาอาร์ต กล่าวว่า โครงการนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของจังหวัด และคาดว่าจะสร้างรายได้ สร้างโอกาสในการจ้างงาน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น

โดยเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกและร่วมมือกับโครงการเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามแผน กฎหมาย และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โครงการนี้คาดว่าจะสนับสนุนการผลิตปุ๋ยโพแทส ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างลาวและเวียดนาม

เจาะความคืบหน้า 3 บิ๊กโปรเจกต์

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและเกษตรกรรม เมื่อภาครัฐและเอกชนเร่งผลักดัน “โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน” ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำรองขนาดใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก มีปริมาณสำรองประเมินไว้สูงถึงประมาณ 4 แสนล้านตัน ครอบคลุมพื้นที่ 2 แอ่งธรณีวิทยาหลัก คือ แอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร

เพื่อหวังแก้โจทย์การพึ่งพานำเข้าแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมจากต่างประเทศปีละกว่า 700,000-800,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8,000-9,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการผลิตปุ๋ยโปแตชภายในประเทศจะช่วยลดต้นทุนราคาปุ๋ยเคมีแก่เกษตรกรไทยลงได้ราว 20-25%

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมความคืบหน้าล่าสุดของ 3 โครงการที่ได้รับประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินแล้ว ตลอดจนแปลงสำรวจใหม่ ตกอยู่ในภาวะ “ก้าวหน้าไม่เท่ากัน” ท่ามกลางด่านหินสำคัญทั้งเรื่องเงินทุน เทคโนโลยี และกระแสคัดค้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เช็กสถานะ 3 เหมืองใหญ่ "พร้อม-รอทุน-ติดหล่ม"

1. เหมืองโปแตชด่านขุนทด (จ.นครราชสีมา) ถือว่ามีความพร้อมสุด โดยจ่อขุดก้อนแรกในปี 2570 โดยผู้ได้รับประทานบัตร คือ บริษัท ไทยคาลิ จำกัด เนื้อที่ 9,005 ไร่ อายุประทานบัตร พ.ศ. 2558-2583

โดยความคืบหน้าล่าสุด นับเป็นโครงการที่มีความก้าวหน้าทางวิศวกรรมมากที่สุด โดยมีความเคลื่อนไหวสำคัญหลัง บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ส่งบริษัทย่อย (BCVE) เข้ามาอัดฉีดเงินทุนและถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 65%

ด้วยการปรับเทคโนโลยี หลังจากการขุดอุโมงค์แนวเอียงเดิมประสบปัญหาน้ำใต้ดินรั่วซึม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้อนุมัติปรับแผนผังมาเป็นการขุดเจาะปล่องแนวดิ่ง (Vertical Shaft) จำนวน 3 ปล่อง ปัจจุบันการขุดเจาะปล่องแนวดิ่งคืบหน้าแล้วกว่า 60% โดยคาดว่าจะลงถึงชั้นแร่และขุดสกัดแร่โพแตชก้อนแรกขึ้นมาเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 วางกำลังการผลิตระยะแรกที่ 100,000 ตัน/ปี

อย่างไรก็ตาม แมทางเทคนิคจะก้าวหน้า แต่ยังคงเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจาก “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” จากปัญหาน้ำเค็มและคราบเกลือรั่วไหล ส่งผลให้เกิดปัญหาดินเค็ม ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและกัดกร่อนบ้านเรือนใน 3 ตำบล (หนองไทร, หนองบัวตะเกียด, โนนเมืองพัฒนา) นำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง

2. เหมืองโปแตชอุดรธานี ผู้ได้รับประทานบัตร โดยบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ในเครือ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ (ITD) (เนื้อที่ใต้ดิน 26,446 ไร่ + บนดิน 1,681 ไร่ อายุประทานบัตร พ.ศ. 2565-2590)

โดยความคืบหน้าล่าสุด กพร. อยู่ระหว่างเร่งเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ให้ APPC เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 40,000 ล้านบาท โดยมี State Development and Investment Corporation (SDIC/SCIC) รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนจากจีน เข้ามาร่วมทุนเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี

สำหรับศักยภาพโครงการ ตั้งอยู่ในชั้นแร่ซิลวิไนต์คุณภาพสูง มีปริมาณแร่สำรอง 267.79 ล้านตัน ออกแบบกำลังการผลิตแม่ปุ๋ยสูงถึง 2,000,000 ตันต่อปี ตั้งเป้าเริ่มเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในปี 2572-2573

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกคัดค้านยาวนานกว่า 20-40 ปี โดย "กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี" ซึ่งหวั่นเกรงผลกระทบเรื่องดินเค็ม น้ำเสีย และการทรุดตัวของผิวดิน และยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้สั่งเพิกถอนประทานบัตร

3. เหมืองโปแตชอาเซียน (จ.ชัยภูมิ) ผู้ได้รับประทานบัตร โดยบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) หรือ APOT เนื้อที่ 9,707 ไร่ อายุประทานบัตร พ.ศ. 2558–2583

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น ถือเป็นโครงการเหมืองความร่วมมือระดับอาเซียนที่มีสถานะวิกฤตที่สุด เนื่องจากบริษัทฯ ประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง และติดค้างเงินผลประโยชน์พิเศษตอบแทนแก่รัฐรวมต้นและดอกเบี้ยกว่า 6,500 ล้านบาท จนกระทั่งอัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง

อย่างไรก็ตาม แม้ ครม. เคยมีมติรับทราบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้โดยให้ผ่อนชำระด้วยผลผลิตปุ๋ยโพแทชปีละไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน เป็นเวลา 8 ปี แต่กระทรวงการคลังยืนยันว่าต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้นตามกฎหมาย ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังต้องพิจารณาเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาลไทยไว้ไม่น้อยกว่า 20% ถึง 1 ใน 3 ทำให้การจะเริ่มก่อสร้างเหมืองผลิตเชิงพาณิชย์ (เป้าเดิมปี 2569) ต้องหยุดชะงักลง

สแกนพื้นที่สำรวจใหม่ & บทเรียนภาคประชาชน

นอกจาก 3 โครงการประทานบัตรข้างต้น ภาครัฐยังเปิดทางให้มีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ในอีกหลายพื้นที่ อาทิ

1. จ.นครพนม (บริษัท ไซโน-เอสอี (ประเทศไทย) จำกัด) คณะกรรมการแร่มีมติเห็นชอบอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหินในพื้นที่ อ.ธาตุพนม พื้นที่ 8,463 ไร่ ส่วนคำขอพื้นที่ อ.เรณูนคร พื้นที่ 8,963 ไร่ ถูกเบรกไว้ก่อนเนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียนคัดค้านของประชาชน โดย กพร. ย้ำว่าอาชญาบัตรเป็นเพียงสิทธิสำรวจ ไม่ใช่การอนุญาตทำเหมือง

2. จ.สกลนคร (บริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด) เคยได้รับอาชญาบัตรสำรวจในพื้นที่ อ.วานรนิวาส กว่า 116,875–120,000 ไร่ แต่ต้องหยุดชะงักลงโดยสมบูรณ์ เนื่องจากเกิดการต่อต้านอย่างหนักจาก “กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส” และมีการฟ้องร้องคดีความ

สู่เป้าหมายใหม่ “EV-แบตเตอรี่โซเดียม

ในเชิงยุทธศาสตร์ ภาครัฐมองว่าหากเหมืองโพแทชทั้ง 3 แห่งดำเนินการได้เต็มกำลัง จะสามารถผลิตแร่โพแทชรวมกันได้กว่า 3.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ในประเทศและเหลือส่งออกสร้างรายได้มหาศาล

นอกจากประโยชน์ด้านแม่ปุ๋ยเกษตรกรรม ปัจจุบันโครงการเหมืองโปแตชยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (30@30) ของรัฐบาล เนื่องจากชั้นแร่โพแทชมักพบแร่เกลือหินและโซเดียม ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็น “แบตเตอรี่โซเดียมไอออน” (Sodium-ion Battery) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่มีต้นทุนถูกกว่าลิเทียม อย่างไรก็ดี นักวิชาการและภาคประชาชนมองว่าประเด็นแบตเตอรี่ EV เป็นเพียงข้ออ้างใหม่ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่โครงการเหมืองแร่เท่านั้น

การขับเคลื่อนเหมืองแร่โปแตชอีสาน ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ระหว่างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการลดต้นทุนปุ๋ยของชาติ กับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน ในปี 2569–2570 นี้ สังคมไทยจะได้เห็นการสกัดแร่ก้อนแรกจากเหมืองด่านขุนทด พร้อมๆ กับการจับตาคำสั่งศาลปกครองและมติ ครม. ในการปลดล็อกเงินทุนเหมืองอุดรธานีและชัยภูมิ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐและเอกชนจะสามารถบริหารจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สัญญาไว้ได้จริงหรือไม่

ความคิดเห็น