คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

หลาก&หลายเกษตร – ผลักดัน ‘กระวานจันทบุรี’ พืชท้องถิ่น สู่‘เวลเนส’มูลค่าสูง

ที่มา: ข่าวสด

วันนี้ “กระวานจันทบุรี” พืชท้องถิ่นที่เติบโตอยู่กับพื้นที่และระบบนิเวศของเขาสอยดาว ได้รับการพัฒนาผ่านงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากเดิมที่ขายเป็นวัตถุดิบ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพ ตลาดที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์กิ๊ก- ผศ.ศิริภา วิทยาพรพิพัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการเพื่อผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) พร้อมทีมวิจัย ลงพื้นที่ศึกษากระวานใน จ.จันทบุรี พบว่าพืชชนิดนี้กำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญทั้งเรื่องราคา ผลผลิตที่ลดลง สภาพภูมิอากาศ และการส่งต่ออาชีพจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

อาจารย์กิ๊กเล่าว่า กระวานเป็นพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจันทบุรี โดยเฉพาะกระวานที่ให้ผลเป็นเมล็ดซึ่งการผลิตค่อยๆ ลดลงตามแรงจูงใจของเกษตรกรที่เปลี่ยนไป หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือราคาที่ลดลง จากอดีต 700-800 บาทต่อกิโลฯ เหลือ 400-500 บาทต่อกิโลฯ

ขณะที่กระวานจันทบุรีมีความพิเศษตั้งแต่ต้นทาง การปลูกเพื่อให้ได้เมล็ดไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายในทุกพื้นที่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกบนภูเขาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสอยดาว โดยมีพื้นที่ปลูกรวมราว 1,920 ไร่ การเดินขึ้นไปดูแลแปลงต้องใช้เวลาและแรงงาน เมื่อราคาตกก็ยิ่งไม่คุ้มค่า ขณะที่เกษตรกรรุ่นเดิมเริ่มอายุมากขึ้น การส่งต่ออาชีพไปยังลูกหลานจึงกลายเป็นอีกโจทย์ที่ต้องเร่งหาคำตอบ

เมื่อแรงจูงใจด้านราคาลดลง บวกกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และข้อจำกัดของพื้นที่ปลูก จำนวนเกษตรกรที่ทำกระวานจึงลดลงต่อเนื่อง สิ่งที่ทีมวิจัยพยายามทำจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ทำให้คนปลูกเห็นว่ากระวานหนึ่งกิโลกรัมสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการขายเป็นวัตถุดิบ

“การเข้าไปของทีมวิจัยอยากช่วยเรื่องกลางน้ำ เพราะต้นน้ำอย่างปริมาณผลผลิต คุณภาพผลผลิต ถือเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก ฉะนั้นการทำเรื่องปลายน้ำ กลางน้ำ เช่น ในเรื่องราคา การสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจช่วยให้ต้นน้ำมีเรื่องจูงใจ ที่จะทำผลผลิตออกมาให้มีคุณภาพและได้ผลผลิตที่มากขึ้น” อาจารย์กิ๊กกล่าว

และแน่นอนความท้าทายที่เห็นได้ชัดคือเรื่องผลผลิต ที่อาจารย์กิ๊กอธิบายเพิ่มเติมว่า กระวานที่ปลูกบนภูเขาเมื่อเริ่มปลูกจากหน่อต้องใช้เวลา 3 ปี จึงเริ่มให้ผลผลิตที่เป็นเมล็ด จากข้อมูลที่ทีมวิจัยลงศึกษาพบว่าในอดีตเกษตรกรสามารถผลิตกระวานได้ประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมีทั้งสภาพอากาศและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่กระวานที่ปลูกบนพื้นที่ราบ ไม่สามารถให้เมล็ดเหมือนกระวานที่ปลูกบนพื้นที่ภูเขา

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เกษตรกรปลูกเพิ่ม แต่ต้องกลับมามองว่าผลผลิตที่มีอยู่จะยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าได้อย่างไร เพื่อให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น

หนึ่งในแนวทางที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือ การนำกระวานมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีการสกัด โดยเฉพาะ Oleoresin และ Essential Oil ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ในตลาดสุขภาพและ Wellness จุดเด่นของกระวานอยู่ที่สารสำคัญอย่าง 1, 8-Cineole ซึ่งอยู่ในกลุ่มสารที่พบในยูคาลิปตัส รวมถึง Camphor สารสำคัญเหล่านี้ ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เช่น น้ำมันสำหรับนวดผ่อนคลาย หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบทางเดินหายใจ

แต่การจะก้าวจากวัตถุดิบท้องถิ่นไปสู่สินค้าเพื่อสุขภาพ ไม่สามารถอาศัยเพียงเรื่องราวหรือความเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน แต่ต้องมีข้อมูลวิทยาศาสตร์และการศึกษาด้านความปลอดภัยรองรับอย่างจริงจัง อาจารย์กิ๊กและทีมวิจัยจึงวางแนวทางตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่วัตถุดิบกระวานจากพื้นที่สอยดาว การเก็บเกี่ยว การอบแห้ง การเก็บรักษา ไปจนถึงกระบวนการสกัด เป้าหมายคือการควบคุมให้ได้สารสำคัญในปริมาณที่สม่ำเสมอในแต่ละรอบการผลิต

และยังมีการนำกระวานจากหลายรุ่นที่ผ่านการเก็บเกี่ยวมาวิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรฐาน ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายทาง

“การสร้างมาตรฐานการผลิตสำคัญมาก เราต้องมองไปหลายๆ ด้าน เพื่อให้ต่อรอบการผลิตมีมาตรฐานเดียวกัน ฉะนั้นทุกขั้นตอนการผลิตจะจดบันทึกไว้หมด เพื่อให้ผลผลิตเมื่อส่งจำหน่ายแล้วสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้” อาจารย์กิ๊กกล่าว

หากต้องการพากระวานจันทบุรีไปไกลกว่าตลาดเครื่องเทศ อาจารย์กิ๊กกล่าวว่า การสร้างตัวตนของสินค้าเป็นเรื่องสำคัญ กระวานจากสอยดาวมีเรื่องราวของพื้นที่ มีความเป็นพืชท้องถิ่น มีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ ซึ่งสามารถกลายเป็นจุดขายได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เรื่องราวเหล่านั้นกลายเป็นสินค้าที่แข่งขันได้ คือข้อมูลและมาตรฐาน

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำน้ำมันกระวานให้เป็นสินค้าใหม่ แต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้ว่าวัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร มีสารสำคัญเท่าไร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ แนวคิดนี้สอดคล้องกับตลาด Wellness สมัยใหม่ที่ผู้บริโภคไม่ได้มองเพียงแพ็กเกจจิ้งหรือคำโฆษณา แต่ให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบ คุณภาพ ความปลอดภัย และหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้

ด้วยเหตุนี้ กระวานจันทบุรีจึงมีโอกาสสร้างความแตกต่างจากสมุนไพรทั่วไป ด้วยการนำ “ความเป็นท้องถิ่น” มาผสานกับ “มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์” กลายเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและมีข้อมูลรองรับไปพร้อมกัน

ด้านราคาเมล็ดกระวานสด ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 250 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เมื่อนำมาอบเป็นเมล็ดกระวานแห้ง ราคาสามารถอยู่ที่ประมาณ 850-1,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระวานในแต่ละรอบ ส่วนสารสกัดอย่าง Oleoresin และ Essential Oil มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก โดยอยู่ที่ประมาณ 200-250 บาทต่อซีซี

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “การเพิ่มมูลค่า” อาจเป็นทางออกที่สำคัญกว่าการพยายามเพิ่มปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ก่อนจะไปถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงคุณภาพของวัตถุดิบต้องเริ่มต้นตั้งแต่แปลง เมล็ดกระวานที่ดี ต้องกำจัดความชื้น-สิ่งปนเปื้อน

“กระวานจันทบุรีกำลังอยู่ตรงทางแยกสำคัญ ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงที่จำนวนเกษตรกรและผลผลิตจะลดลงเรื่อยๆ อีกด้านคือโอกาสในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และตลาดเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าใหม่

ทีมวิจัยจึงไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการแปรรูป แต่ยังเข้าไปช่วยวางตลาดให้เกษตรกร ส่งเสริมให้ชุมชนแปรรูป สร้างความเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านระบบนิเวศ โดยสำรวจและเก็บข้อมูลผลผลิตในแต่ละปี รวมถึงพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อเปรียบเทียบว่าหลังการฟื้นฟูแล้ว ผลผลิตและสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

งานวิจัยของเราไม่ได้ต้องการให้กระวานจันทบุรีขายได้แพงเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการเปลี่ยนกระวานจากโลคอลให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อตอบโจทย์กับเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยใช้ทั้งวิทยาศาสตร์ในการสร้างมูลค่า ใช้ตลาดนำการผลิต และสร้างการอนุรักษ์ให้กระวานเติบโตต่อไป และเกษตรกรยืนได้ด้วยตนเองมีรายได้ที่ยั่งยืน” อาจารย์กิ๊กระบุ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถาม อาจารย์กิ๊ก- ผศ.ศิริภา วิทยาพรพิพัฒน์ โทร. 09-7341-5362

เทคโนโลยีชาวบ้าน

ความคิดเห็น