กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center จำนวนมาก โดยหลายแห่งตั้งอยู่ภายในอาคารหรือคลังสินค้า ทำให้ประชาชนอาจไม่ทราบว่าพื้นที่ใกล้ตัวมีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง
ข้อมูลจาก JustPow ระบุว่า ในกรุงเทพฯ มีโครงการ Data Center ที่ปรากฏข้อมูลทั้งหมด 34 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ และอยู่ในแผนก่อสร้างอีก 3 โครงการ โดยจากข้อมูลที่สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ พบว่ามีการใช้ไฟฟ้ารวม อย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์
เมื่อแยกตามสถานะ พบว่า Data Center ที่ดำเนินการแล้ว 16 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ระบุได้รวม 127 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ ใช้ไฟฟ้ารวม 95.2 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ในแผนก่อสร้าง 1 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟฟ้า 25 เมกะวัตต์
ตัวเลข 247.2 เมกะวัตต์ดังกล่าว เป็นเพียงปริมาณที่สามารถระบุได้จากข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน จะเทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน และมีปริมาณใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าของ จังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568
หากสมมติให้ Data Center ในกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งจังหวัดตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า ตัวเลขดังกล่าวจะอยู่ประมาณ อันดับที่ 23 จาก 77 จังหวัด
สำหรับสาเหตุที่ Data Center สามารถขยายตัวในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดและช่องว่างในการกำหนดประเภทอาคารตามกฎหมายผังเมือง โดยปัจจุบันยังไม่มีการระบุ Data Center ไว้อย่างชัดเจนในประเภทการใช้ประโยชน์อาคาร ทำให้บางโครงการสามารถขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะ “คลังสินค้า” แทนการขออนุญาตในลักษณะโรงงาน
นอกจากประเด็นการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงแล้ว Data Center ยังมีความต้องการใช้น้ำสำหรับระบบหล่อเย็น และปล่อยความร้อนจากระบบประมวลผลและระบบระบายความร้อน ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง
ข้อมูลดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแล Data Center ที่กำลังขยายตัวในเขตเมือง ทั้งในด้านการใช้พลังงาน การใช้น้ำ ผลกระทบด้านความร้อน และการกำหนดประเภทอาคารให้สอดคล้องกับลักษณะการประกอบกิจการ เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลเกิดขึ้นควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม
ที่มา: JustPow