Krungthai COMPASS (กรุงไทย คอมพาส) ประเมินปรับปรุงดัชนี MPI ใหม่ อาจหนุน GDP ปี 2569 เพิ่ม 0.3 จุด จาก 2.3% เป็น 2.6% หลังเพิ่มสินค้าและโรงงานกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กว่า 90% ของอุตสาหกรรมยังทรงตัวถึงหดตัว ชี้โจทย์สำคัญอยู่ที่การเพิ่ม Local Content หลังกลุ่มคอมพิวเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูงถึง 59.8%
รายงานจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS (กรุงไทย คอมพาส) ธนาคารกรุงไทย ระบุว่าสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เบื้องต้นในเดือน ก.ย. 2569 เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมการผลิตใหม่และสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันได้มากขึ้น
โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการ ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล (Optical Transceiver) และเครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล (UPS) พร้อมเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานอีก 28 แห่ง ครอบคลุมข้อมูล 50 ชุดในกลุ่มวงจรรวม (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
รวมถึงปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่ยังคงใช้ปีฐาน 2564 และระบบน้ำหนักคงที่ (Fixed Weight) เช่นเดิม
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า การปรับปรุง MPI ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นราว 0.3 จุด จากประมาณการเดิมที่ 2.3% เป็น 2.6% เนื่องจากฐานข้อมูลสินค้าและโรงงานมีความครอบคลุมมากขึ้น และทำให้ตัวเลขภาคการผลิตสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มขึ้นของ MPI ไม่ได้หมายความว่า GDP จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจาก GDP วัดจากมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ (Domestic Value Added) ขณะที่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้การผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้จำกัด
อิเล็กทรอนิกส์ดัน MPI พุ่ง สะท้อน K-Shape ชัดขึ้น
การปรับปรุง MPI ยังทำให้ภาพ K-Shape ของภาคการผลิต ชัดเจนขึ้น โดยการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การปรับเพิ่มขึ้นของ MPI ราว 97.4% มาจากกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 9.8% ของดัชนีรวม โดยกลุ่มดังกล่าวมีส่วนทำให้ MPI เพิ่มขึ้น 3.94 จุด จากการปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมดราว 4.0 จุด
เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2567 ดัชนีกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ MPI ใหม่ขยายตัวกว่า 140% จากเดิมที่ดัชนีก่อนปรับปรุงขยายตัวเพียงราว 14% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นซึ่งมีน้ำหนักรวมกว่า 90% ของ MPI ยังคงทรงตัวถึงหดตัวเล็กน้อย โดยดัชนียังอยู่ต่ำกว่าระดับ 100
การปรับปรุงข้อมูลจึงช่วยลดช่องว่างระหว่างการเติบโตของภาคส่งออกกับภาคการผลิตลงบางส่วน โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกขยายตัว 14.9% ขณะที่ MPI ใหม่ขยายตัว 3.9% จากเดิมที่หดตัว 0.1% แต่ยังสะท้อนว่าการเติบโตของการส่งออกไม่ได้กระจายตัวไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างทั่วถึง
ส่งออกโต แต่ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง
Krungthai COMPASS ระบุว่า แม้ MPI ใหม่จะช่วยให้เห็นภาพการผลิตที่สอดคล้องกับการส่งออกมากขึ้น แต่ความแตกต่างระหว่างภาคส่งออกและภาคการผลิตยังคงมีอยู่ โดยข้อมูลช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า 13 จาก 14 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งมีน้ำหนักรวม 95.7% ของดัชนี MPI มีการส่งออกขยายตัวสูงกว่า MPI
โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับเพิ่ม MPI มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ (Import Content) สูงถึง 59.8% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นอีกหลายกลุ่มมี Import Content อยู่ที่ประมาณ 40-50% ของมูลค่าส่งออก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การส่งออกที่ขยายตัวสูงยังสร้างมูลค่าเพิ่มและผลผลิตภายในประเทศได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มสัดส่วน Local Content ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้การเติบโตของการส่งออกกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น
ผลต่อแรงงานยังจำกัด
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ การเติบโตของ MPI ที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อาจไม่ได้ส่งผ่านไปยังรายได้แรงงานมากนัก โดยอุตสาหกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่อมูลค่าส่งออกเพียง 10.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 16%
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ความต้องการแรงงานต่อมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 0.56 คนต่อเงินลงทุน 1 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 0.29 คนในปี 2568 และ 0.21 คนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนทิศทางการลงทุนที่ใช้แรงงานต่อหน่วยเงินลงทุนน้อยลง
นอกจากนี้ ผู้ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทต่างชาติ โดยข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตในลักษณะ K-Shape ขาขึ้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์
สอดคล้องกับงานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่พบว่า ผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI-related) ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจต่างชาติและมีการกระจุกตัวสูง โดยผู้ส่งออกเพียง 1% ครองส่วนแบ่งถึง 82% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ดังนั้น แม้การปรับปรุง MPI จะทำให้ภาพภาคการผลิตไทยสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และอาจนำไปสู่การทบทวนประมาณการ GDP เนื่องจาก MPI เป็นหนึ่งในเครื่องชี้สำคัญสำหรับประเมิน GDP สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนราว 25% ของ GDP ไทย
แต่ประเด็นสำคัญในระยะต่อไปคือการทำให้การเติบโตของภาคส่งออกและอุตสาหกรรมใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เชื่อมโยงผู้ผลิตไทย และกระจายรายได้สู่แรงงานและธุรกิจในประเทศได้มากขึ้น เพื่อให้การเติบโตไม่กระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม