เดือนตุลาคมในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีเหตุการณ์สำคัญระดับ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” คือวันที่ 14 และวันที่ 6 ของปี 2516 และปี 2519 ตามลำดับนะครับ แม้ผ่านมาแค่ 50 ปีเศษ แต่คนไทยก็ดูเหมือนรับรู้เรื่องราวช่วงนั้นน้อยมาก แน่นอนว่ามันไม่ปรากฏในตำราเรียน ไม่เคยมีพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ มิหนำซ้ำ การจัดงานรำลึกถึงผู้คน เหตุการณ์ สถานที่ ก็เพิ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทั้งๆ ที่มันคือหมุดหมายของประเทศไทยยุคใหม่ในหลายๆ ด้าน
ถ้าให้นึกถึงตัวบุคคลในเหตุการณ์ปฏิวัติเดือนตุลาคม เราอาจนึกถึงเสกสรรค์ ประเสริฐกุล จิระนันท์ พิตรปรีชา เกษียร เตชะพีระ ธงชัย วินิจจะกูล ฯลฯ แต่มีอีกคนหนึ่งซึ่งอาจเรียกว่าอยู่เบื้องหลัง และทำงานต่อเนื่องเรื่องกรณี 6 ตุลา นั่นก็คืออาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
สาระสำคัญในปาฐกถา 50 ปีแห่งการดื้อดึงขัดขืน ของอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาที่ผ่านมา กล่าวยกย่องว่า ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2520 อาจารย์ป๋วยได้เดินทางตามคำเชิญของ กมธ.วิเทศ สัมพันธ์ สภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา ไปให้ความเห็นและข้อเท็จจริงอันโหดร้ายของเหตุการณ์นี้ และ “ท่านยังต้องเดินทางไปพบบุคคลสำคัญในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สวีเดน เดนมาร์ก ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่ออธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย และหวังว่า บุคคลเหล่านี้จะทำอะไรบางอย่างเพื่อคนในประเทศไทย ความพยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหยื่อ 6 ตุลา ทำให้อาจารย์ป๋วยล้มป่วยลงในปีถัดมา ด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก”
ชื่อ “ป๋วย” อาจแปลได้ในความหมายหนึ่งว่า “การพูนดินโคนต้นไม้” ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของท่านเจ้าของนามอย่างน่าประหลาด ผมคิดว่าการรำลึกถึงคุณูปการด้านต่างๆ ของอาจารย์ป๋วย น่าจะเป็นที่รับรู้แพร่หลายมากขึ้นแล้วในเวลานี้ เผอิญผมไปพบว่า ในหนังสือตำรับอาหารชุดพิเศษ ของสมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งตีพิมพ์บันทึกอาหารโปรดของบุคคลสำคัญในสังคมไทยใน พ.ศ.2512 รวบรวมโดย “กลุ่มนักข่าวหญิง” มีเรื่องราวแง่นี้ของอาจารย์ป๋วยรวมอยู่ด้วย เลยคิดว่าจะขอรำลึกถึงท่านผ่าน “จานโปรด” ของท่านดีกว่า
คุณภัทริน สุวรรณรัตน์ นักข่าวหญิงผู้ได้คุยกับอาจารย์ป๋วย เล่าว่า อาจารย์ชอบกินอาหารหลากหลาย แต่อาหารไทยที่โปรดปรานที่สุด คือ “แกงปลาไหล” ซึ่งน้องสาวท่านเป็นผู้ปรุง ผมอ่านดูเครื่องพริกแกงหม้อนี้แล้วก็คิดว่า ควรเอามาชักชวนให้ตำกินกันแพร่หลายมากๆ ดีกว่า เพราะว่ามีวัตถุดิบที่เดี๋ยวนี้คนอาจไม่ค่อยรู้จักกันแล้วหลายอย่าง คือนอกจากพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี กะปิ อันเป็นเครื่องแกงเผ็ดปกติแล้ว ก็มีเครื่องเทศเครื่องสมุนไพรอีก 5-6 อย่าง คือลูกผักชี เมล็ดยี่หร่า ลูกจันทน์ เมล็ดกระวาน กับหัวกระชายสดและหัวเปราะสด ที่ให้ตำรวมกันจนละเอียด
ส่วนใบพืชกลิ่นหอม มีใบมะกรูดฉีก ใบกะเพรา และใบเปราะหอมสดซอยละเอียด โชคดีที่ผมพอหาต้นเปราะหอมได้จากป่าข้างบ้าน เลยได้ใช้หัวเปราะใบเปราะครบตามสูตร ถ้าใครไม่มี ก็ใช้หัวเปราะหอมแห้ง ซื้อได้ตามร้านเครื่องยาไทยจีนใส่ตำแทนได้ครับ
ปลาไหลนาจะเนื้อหวานอร่อยกว่าปลาไหลเลี้ยง ล้างหั่นชิ้นหนาๆ เตรียมกะทิ พริกชี้ฟ้าสดหั่น มะเขือพวง พริกไทยอ่อน รากกระชายและขมิ้นขาวซอยฝอย สูตรนี้อร่อยตรงขมิ้นขาวนี้ด้วยครับ
วิธีทำที่คุณภัทรินจดบันทึกมาได้ คือเคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน “ใส่น้ำพริกที่โขลกกับเครื่องเทศลงไปผัดให้เข้ากันดี ใส่เนื้อปลาไหลที่เตรียมไว้ลงไป พอปลาสุก ละลายหางกะทิ ใส่น้ำปลาชิมให้รสพอดี พอเดือดใส่รากกระชาย ขมิ้นขาวหั่นฝอย มะเขือพวง พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด พอสุกทั่วกันดีก็ใส่ใบกะเพราและใบเปราะสด แล้วยกลงจากเตา สำหรับท่านที่ชอบรสเผ็ดมาก ขอแนะนำให้ใส่เม็ดพริกไทยสดลงไปบ้าง”
ผมลงมือแกงตามวัตถุดิบและวิธีการนี้ทุกอย่าง กลิ่นขมิ้นขาว ใบกะเพรา และใบเปราะหอมทำให้ได้แกงปลาไหลรสเผ็ดฉุนแปลกลิ้น อร่อยมากๆ เลยครับ ไหนจะเครื่องเทศหอมลึกๆ เย็นๆ อย่างลูกจันทน์ เมล็ดกระวาน ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้น้ำแกงกะทิข้นๆ มีความลุ่มลึกขึ้น กินราดข้าวสวยร้อนๆ หรือขนมจีน เจริญอาหารดีมาก
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์นั้น ในความทรงจำของหลายคนเล่าตรงกันว่า เป็นผู้มีรสนิยมในการกินดื่มผู้หนึ่ง ท่านเป็นคนจีนที่ชอบอาหารไทยรสจัด จึงไม่แปลกที่ของโปรดของท่านคือแกงปลาไหล ผมคิดว่ากลิ่นเปราะหอมในเครื่องตำพริกแกงหม้อนี้ เป็นรสชาติซับซ้อนลึกซึ้งที่เริ่มหายไปจากแกงเผ็ดในครัวไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะคืนกลิ่นนี้กลับมาไม่ได้หรอกนะครับ มันก็เช่นเดียวกับเรื่องราวและภารกิจสำคัญของท่านเจ้าของสูตร ซึ่งทุกวันนี้ก็เริ่มเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทยมากขึ้น
ในแง่นี้ อาจนับว่าจานโปรดของอาจารย์ป๋วยช่วยกระตุ้นให้เราคิดถึงรสชาติวัตถุดิบดีๆ ที่ใกล้สูญหาย ต่อไปเราจึงอาจจดจำทั้งรสชาติอร่อยๆ ของแกงปลาไหลสูตรนี้ ทั้งอาจคิดถึงมันในแง่หมุดหมายให้เราหันมาสนใจ ใส่ใจ มีทัศนคติใหม่ๆ ต่อที่มาที่ไปของอาหารที่กินเข้าไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ถ้าแกงปลาไหลของอาจารย์ป๋วยจะฉุกใจให้เราคิดถึงประเด็นนี้ได้ ก็นับว่าอาจารย์ยังคงทำหน้าที่ “พูนดินโคนต้นไม้” ให้สังคมไทยได้เติบโตทางความคิดในแง่มุมต่างๆ อยู่เสมอ แม้อาจารย์จะได้จากไปนานร่วมสามสิบปีแล้วก็ตาม