คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เกิดอะไรขึ้น? จากฝนถล่มกรุงเทพฯ สู่ 'ลูกเห็บหลงฤดู' ไขกลไก 'เมฆ ...

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ไขปริศนาลูกเห็บหลงฤดูถล่มกรุงเทพฯ เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส หรือเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดนอกช่วงพายุฤดูร้อน พร้อมเปิดสถิติกรุงเทพฯ เคยพบลูกเห็บแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2551 และ 2559

- ปรากฏการณ์ลูกเห็บตกในกรุงเทพฯ มีสาเหตุมาจากเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "เมฆคิวมูโลนิมบัส"

- ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็น "ลูกเห็บหลงฤดู" เนื่องจากโดยปกติแล้วลูกเห็บในไทยมักเกิดในช่วงพายุฤดูร้อน

- จากสถิติพบว่ากรุงเทพฯ เคยมีประวัติลูกเห็บตกมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในปี พ.ศ. 2551 และ 2559 ซึ่งนับเป็นการเกิดซ้ำในรอบหลายปี

เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า และลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เช่น ลาดพร้าว รัชดาภิเษก และโชคชัย 4 เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกและความสนใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวเกิดขึ้นกะทันหัน ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาในสังคมเกี่ยวกับสาเหตุและกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เกิดลูกเห็บขึ้นในพื้นที่เมืองหลวง

"ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ" ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ และเจ้าของรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แห่งปี Thailand Science Communication Awards 2026 และผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ได้เปิดเผยและอธิบายถึงสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์นี้ว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักที่มีฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และลูกเห็บตกในครั้งนี้ เกิดจาก "เมฆคิวมูโลนิมบัส" (Cumulonimbus) หรือที่มีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า "เมฆฝนฟ้าคะนอง"

"ดร.บัญชา" ชี้ให้เห็นว่า เมฆคิวมูโลนิมบัสเป็นเมฆก้อนขนาดใหญ่ที่มีฐานเมฆอยู่ระดับต่ำ แต่ยอดเมฆพัฒนาพุ่งสูงขึ้นไปถึงบรรยากาศระดับสูง ในกรณีที่ก้อนเมฆประเภทนี้มีความทรงพลังมากเป็นพิเศษ จะเกิดกระแสอากาศหมุนเวียนรุนแรงภายในก้อนเมฆ โดยมีทั้งกระแสอากาศไหลขึ้น ที่หอบนำหยดน้ำขึ้นไปแช่แข็งในระดับสูงจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง และกระแสอากาศไหลลง ที่พัดนำก้อนน้ำแข็งเหล่านั้นตกลงมาสู่พื้นดิน กลายเป็นลูกเห็บตกร่วมกับสายฝน

"ในทางอุตุนิยมวิทยา ฝนที่เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส 1 ก้อน จะตกหนักในระยะเวลาสั้นประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบเซลล์เดียว โดยคำว่าเซลล์ในที่นี้หมายถึง ก้อนเมฆที่มีกระแสอากาศไหลขึ้นและกระแสอากาศไหลลงอย่างละ 1 กระแส"

นอกจากนี้ "ดร.บัญชา" ยังระบุเพิ่มเติมว่า หากในบริเวณหนึ่ง ๆ มีเมฆฝนฟ้าคะนองก่อตัวพร้อมกันมากกว่า 1 ก้อนขึ้นไป จะเรียกว่า เกิดพายุฝนฟ้าคะนองแบบหลายเซลล์ ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และลูกเห็บตกยาวนานต่อเนื่องเกินกว่า 1 ชั่วโมงได้

สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า เหตุการณ์ "ลูกเห็บตกในกรุงเทพมหานคร" ครั้งนี้ถือเป็น 'ลูกเห็บหลงฤดู' หรือไม่ "ดร.บัญชา" บอกว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้เข้าข่ายลูกเห็บหลงฤดูจริง เนื่องจากในประเทศไทยลูกเห็บมักจะเกิดขึ้นร่วมกับพายุฤดูร้อนเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ลูกเห็บหลงฤดูไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในวารสารอุตุนิยมวิทยาที่เคยตีพิมพ์ในอดีต ก็มีบทความที่บันทึกถึงการเกิดลูกเห็บหลงฤดูเอาไว้เช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้ "ดร.บัญชา" ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติว่า กรุงเทพมหานครเคยมีประวัติการเกิดลูกเห็บตกมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่ ในปี พ.ศ. 2551 และปี พ.ศ. 2559 ดังนั้น เหตุการณ์ลูกเห็บตกในครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรกของเมืองหลวง แต่เป็นการเกิดซ้ำของปรากฏการณ์ธรรมชาติเมื่อสภาพอากาศและประเภทของเมฆมีความพร้อม

เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจน "ดร.บัญชา" ได้อธิบายความแตกต่างทางอุตุนิยมวิทยาระหว่างเมฆฝน 2 สกุลหลัก ตามการจัดจำแนกของ International Cloud Atlas ได้แก่ เมฆคิวมูโลนิมบัส และเมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus) โดยระบุว่า

เมฆนิมโบสเตรตัสเป็นเมฆระดับกลางที่มีฐานต่ำ มักทำให้เกิดฝนตกพรำ ๆ หรือตกต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมงไปจนถึงข้ามวัน กินพื้นที่กว้างขวาง และมักไม่มีฟ้าร้องฟ้าผ่า ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเมฆคิวมูโลนิมบัสที่เป็นเมฆฝนฟ้าคะนองแบบรุนแรง ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น และสามารถก่อให้เกิดลูกเห็บได้หากเมฆมีพลังงานสูง

"ดร.บัญชา" กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของฝนฟ้าอากาศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ประชาชนควรค่อย ๆ เรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยการอธิบายกลไกอย่างละเอียดรวมถึงข้อมูลการตรวจวัดจริงนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาจะเป็นผู้ให้รายละเอียดในเชิงลึกต่อไป

ความคิดเห็น