คนทั่วไปจ่ายค่าเช่าบ้านเอง ข้าราชการบางคนเบิกจากรัฐได้ เปิดเงื่อนไขจริงตามกฎหมาย
เปิดพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ ระบุชัดใครมีสิทธิเบิก ใครไม่มีสิทธิ และเพดานเบิกจ่ายสูงสุดต่อเดือนเท่าไหร่?
คนทำงานเอกชนหรือทำงานอิสระ เวลาย้ายไปทำงานต่างจังหวัดต้องหาที่พักและจ่ายค่าเช่าเอง 100% แต่ข้าราชการบางกลุ่มมีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านคืนจากรัฐได้บางส่วน ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน ไม่ใช่ข้าราชการทุกคนจะได้สิทธินี้
สิทธินี้มาจากพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งระบุเหตุผลในการออกกฎหมายไว้ว่าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของข้าราชการที่ต้องย้ายไปทำงานในพื้นที่อื่น
เงื่อนไขแรก ต้องถูกย้ายไปทำงานคนละ “ท้องที่”
คำว่า “ท้องที่” ในกฎหมายฉบับนี้หมายถึงพื้นที่ระดับจังหวัดหรืออำเภอที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อข้าราชการได้รับคำสั่งจากต้นสังกัดให้ไปประจำสำนักงานในท้องที่ใหม่ที่ไม่ใช่ท้องที่เดิม
ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ครูคนหนึ่งสอนอยู่ที่โรงเรียนในกรุงเทพฯ แล้วได้รับคำสั่งย้ายไปสอนที่จังหวัดเชียงใหม่ ครูคนนี้ไม่มีบ้านหรือญาติอยู่ที่เชียงใหม่ ต้องเช่าห้องพักเอง กรณีนี้เข้าเงื่อนไขมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากรัฐ เพราะเป็นการย้ายข้ามท้องที่ตามคำสั่งของทางราชการ
กลุ่มข้าราชการที่กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมมี 8 ประเภท ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการอัยการ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการรัฐสภา ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร และข้าราชการครู
3 กรณีที่ถึงจะถูกย้ายก็ไม่มีสิทธิเบิก
กรณีที่ 1 ทางราชการจัดที่พักอาศัยให้อยู่แล้ว เช่น มีบ้านพักข้าราชการในพื้นที่นั้นให้อยู่ฟรี จึงไม่มีเหตุต้องเบิกค่าเช่าซ้ำ
กรณีที่ 2 ข้าราชการหรือคู่สมรสมีบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองอยู่ในท้องที่ใหม่นั้นแล้ว และไม่มีหนี้ค้างชำระกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพราะมองว่ามีที่อยู่อาศัยรองรับอยู่แล้ว
กรณีที่ 3 ข้าราชการร้องขอย้ายเอง ไม่ใช่ทางราชการสั่งย้ายเพราะความจำเป็นของงาน แม้สุดท้ายจะมีคำสั่งย้ายออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เพราะต้นเหตุมาจากความต้องการของข้าราชการเอง เช่น ขอย้ายตามครอบครัว จึงไม่เข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิ เหตุผลคือกฎหมายออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือคนที่ “จำเป็นต้องย้าย” ตามคำสั่งงาน ไม่ใช่ช่วยทุกกรณีการย้ายที่อยู่
อีกกรณีที่ควรรู้ ถ้าสามีภรรยาเป็นข้าราชการทั้งคู่และทำงานอยู่ท้องที่เดียวกัน ทั้งคู่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเหมือนกัน แต่กฎหมายให้เบิกได้แค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น เบิกซ้ำสองคนไม่ได้
เบิกได้สูงสุดเท่าไหร่ต่อเดือน
เงินที่เบิกได้ไม่ใช่จำนวนคงที่เท่ากันทุกคน แต่คำนวณจากค่าเช่าที่จ่ายจริง โดยมีเพดานสูงสุดกำกับไว้ตามระดับตำแหน่งและเงินเดือนของข้าราชการแต่ละคน หมายความว่าถ้าจ่ายค่าเช่าจริงต่ำกว่าเพดาน เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ถ้าจ่ายค่าเช่าสูงกว่าเพดาน เบิกได้แค่ไม่เกินเพดานเท่านั้น ส่วนต่างต้องจ่ายเอง
เพดานสูงสุดของทุกกลุ่มอาชีพอยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้ใช้มาตั้งแต่ปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2561 ยังไม่มีการปรับเพิ่มอีกนับจากนั้น
ตำแหน่งที่เงินเดือนยังน้อยจะเบิกได้เพดานต่ำกว่า ยกตัวอย่างข้าราชการพลเรือนตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นตำแหน่งเริ่มต้นสำหรับคนจบปริญญาตรีบรรจุใหม่ ช่วงเงินเดือนต่ำสุดในตารางคือ 7,140 บาท เบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน ตัวเลขเงินเดือน 7,140 บาทนี้เป็นขอบเขตของตารางเบิกค่าเช่าบ้านที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2561 ไม่ใช่เงินเดือนแรกบรรจุจริงของข้าราชการในปัจจุบัน ซึ่งปรับสูงขึ้นกว่านี้แล้วตามบัญชีเงินเดือนที่ใช้อยู่จริง
ยิ่งตำแหน่งสูงและเงินเดือนมากขึ้น เพดานเบิกค่าเช่าบ้านก็ขยับขึ้นตาม จนถึงระดับผู้บริหารระดับสูงซึ่งเบิกได้เต็มเพดาน 6,000 บาทต่อเดือน ข้าราชการตำรวจและทหารมีตารางเพดานแยกต่างหากจากข้าราชการพลเรือน แต่เพดานสูงสุดเท่ากันคือ 6,000 บาท เช่นเดียวกับครูและอาจารย์มหาวิทยาลัย
ผ่อนบ้านก็เบิกแทนค่าเช่าได้
ข้าราชการที่ย้ายไปท้องที่ใหม่แล้วเลือกผ่อนซื้อบ้านแทนการเช่า สามารถนำหลักฐานการผ่อนชำระกับธนาคารหรือสถาบันการเงินมาเบิกแทนค่าเช่าบ้านได้เช่นกัน
ภายใต้เพดานเดียวกันกับค่าเช่า แต่มีเงื่อนไขจำกัดว่าต้องเป็นบ้านหลังแรกในท้องที่นั้นเท่านั้น จะนำบ้านหลังที่สองมาเบิกซ้ำไม่ได้
- เสนอยุบกำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน ประหยัดเงินภาษี 3 หมื่นล้านต่อปี
- ประกาศผลสอบ ก.พ. 2569 Paper & Pencil วันนี้ 15 ก.ย. เช็กรายชื่อผู้สอบผ่าน
- ไม่ต้องกังวล! คนสอบผ่านสุจริต จ่อบรรจุ ข้าราชการท้องถิ่น รอบ 4 เดือน ต.ค. นี้