คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เข้าไทยแล้ว เจาะรายละเอียดและราคา AUDI NEW RS5 SPORTBACK QUATTRO 2026

ที่มา: ไทยรัฐ

แฟนคลับสี่ห่วงรู้ดีว่า RS เป็นรถที่ถ่ายทอดสมรรถนะแบบมอเตอร์สปอร์ตมาสู่การใช้งานบนถนน โดยที่ยังเน้นความสบายหลังพวงมาลัย ความง่ายในการควบคุมพร้อมพลังงานที่ล้นเหลือ และ RS5 Sportback ก็ถูกเปิดตัวในไทยพร้อมประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิมมาก มิติตัวถังของ RS5 Sportback Quattro 2026 กว้างกว่า A5 ถึง 9 เซนติเมตร จากการขยายโป่งซุ้มล้อทั้งหน้าและหลัง ทรงแบบสปอร์ตซีดานอยู่ในกลุ่มเดียวกับ BMW M3 และ AMG C63 มาดูที่รูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน จุดเด่นของรถรุ่นนี้ก็คือไฟหน้าใหม่ กับกระจังหน้า Singleframe แบบสามมิติลวดลายรังผึ้ง ช่อง Air Curtain ออกแบบให้สามารถจัดเรียงการไหลของกระแสอากาศ บั้นท้ายติดตั้งดิฟฟิวเซอร์จัดทรงแอโรไดนามิกส์ ปลายท่อไอเสียทรงรี พร้อมระบบระบายไอเสีย RS Sport Exhaust ชุดไฟหน้าเป็นแบบ Matrix LED โทนเข้ม พร้อมไฟ DRL ดิจิทัลลายธงตราหมากรุก มองครั้งเดียว คุณจะรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่ให้ความดุดันทั้งกลางวันและกลางคืน

ระบบขับเคลื่อน + เทคโนโลยี Electro-Mechanical Torque Vectoring

รถปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นนี้ เป็นยานยนต์ในโมเดล RS รุ่นโปรดักชันคันแรกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro พร้อม Dynamic Torque Control ประกอบด้วย

เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 2.9 ลิตร เทอร์โบคู่ ปรับปรุงใหม่

มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์

เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะสำหรับระบบไฮบริด

ชุดทรานส์แอกเซิลหลัง (Rear Transaxle) ใหม่ทั้งหมด พร้อมระบบ Electro-Mechanical Torque Vectoring ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ถูกนำมาใส่ในรถยนต์โปรดักชัน ระบบนี้ทำงานร่วมกันระหว่างแอคชูเอเตอร์, ชุดเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์ และเฟืองท้าย เพื่อกระจายแรงบิดระหว่างล้อหลังคู่อย่างสมดุล แรงบิดจะแปรผันไปตามสถานการณ์การขับขี่ กล่องควบคุมจะคำนวณการกระจายแรงบิดให้มีความเหมาะสมมากที่สุด ระหว่างล้อคู่หลังในทุกๆ 5 มิลลิวินาที ด้วยความถี่ 200 Hz จากนั้น ระบบ Torque Vectoring จะตอบสนองและจัดการแรงบิดอย่างแม่นยำในทันที เพื่อมอบทั้งความสนุกและความปลอดภัยสูงสุด

การทำงานประสานกันอย่างแม่นยำของชิ้นส่วนช่วงล่างคือหัวใจสำคัญของ Audi RS 5 ประกอบด้วย เพลาหน้าและเพลาหลังปรับแต่งเฉพาะตระกูล RS, ช่วงล่าง RS Sport พร้อมโช้คอัพเทคโนโลยีวาล์วคู่ (Twin-Valve), ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า พวงมาลัยปรับจูนสัมผัสแบบ RS, ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว หรือ 21 นิ้ว รัดด้วยยางเฉพาะรุ่น ระบบเบรกที่มีให้เลือกทั้งจานเบรกเหล็กและจานคาร์บอนเซรามิก เทคโนโลยีโช้คอัพวาล์วคู่ ลดอาการโคลงของตัวถังทั้งตามแนวขนานและแนวตั้ง (Pitch and Roll) ตอบสนองต่อสภาพถนนที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนแพ็กเกจเสริม Audi Sport Package ในรุ่น RS 5 Avant และ RS 5 Sedan เพิ่มอุปกรณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่

กันชนหน้า-หลังดีไซน์พิเศษ

ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว สีดำ Phantom Black ปัดเงาสองสี พร้อมตกแต่งด้วยเฉดสีด้าน

ระบบระบายไอเสีย RS Sport Exhaust

ปลดล็อกความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 285 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ห้องโดยสารเดินตะเข็บด้ายสีเขียว Serpentine ตัดกับสีทองเหลือง

ตัวเลือกสีตัวถังพิเศษ สีเขียว Bedford Green Metallic

ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก RS พร้อมคาลิเปอร์สีบรอนซ์ และชิ้นส่วนตกแต่งคาร์บอนลายคามูฟลาจ (Carbon Camouflage)

RS5 ใหม่ ติดตั้งฟังก์ชัน Audi Driving Experience เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางการขับขี่อย่างละเอียดบนหน้าจอสัมผัส MMI ขนาด 14.5 นิ้ว บันทึกและวิเคราะห์เวลาต่อเซกเตอร์ (Sector Times) ในสนามแข่ง แสดงสถิติ องศาการดริฟต์ (Drift Angle) เมื่อใช้งานโหมด RS Torque Rear

Audi RS 5 Sedan มีกำลังรวมทั้งระบบ 470 กิโลวัตต์ หรือ 640 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตันเมตร มีราคาเริ่มต้นที่ 6,799,000 บาท ชุดแต่ง Sport Plus ในภาพ เพิ่มอีก 1,000,000 บาท ส่วน RS 5 Avant ราคาเริ่มต้นที่ 6,990,000 บาท และจะตามมาในเร็ววันนี้ ทั้งสองรุ่นผลิตที่โรงงาน Audi เมืองเน็คคาร์ซุลม์ (Neckarsulm) ประเทศเยอรมนี

นี่คือรถยนต์ RS แบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของ Audi Sport และยังเป็นรถยนต์ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่แผนก RS ของบริษัทเคยผลิต สเตฟเฟน แบมเบอร์เกอร์ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคแผนกคิดค้นจักรกลตัวแรงของแบรนด์สี่ห่วงบอกว่า เครื่องยนต์ V6 ทวินเทอร์โบ 2.9 ลิตร 503 แรงม้า ผสมผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 174 แรงม้า ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน ความจุ 25.9 kWh ป้อนกระแสไฟแรงสูงให้กับมอเตอร์ที่ขั้นอยู่ระหว่าวงเครื่องและเกียร์ ทำให้ RS5 Sportback Quattro 2026 มีกำลังรวมของทั้งเครื่องและมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่ 630 แรงม้า แรงบิดพุ่งกระฉูดตูดบานแซงหน้าซูปเปอร์คาร์บางรุ่นถึง 800 นิวตันเมตร หรือ 590 ปอนด์-ฟุต นอกจากนี้ยังมาพร้อมเพลาหน้าและหลังที่สร้างขึ้นมาใช้งานเฉพาะรุ่น RS เท่านั้น ส่วนแร็คพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับให้ตอบสนองเร็วขึ้น ก็เป็นแกนแรคแบบใหม่ทั้งยวง สำหรับระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตใช้สปริงเหล็กแต่มีโช้คอัพแบบวาล์วคู่ที่บอกเลยว่าทำหน้าที่ผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ฉลาดโคตรๆ ยางสปอร์ตเฉพาะรุ่น พร้อมออปชันล้อ RS Sport ลายก้านทรงก้างปลาขนาด 21 นิ้ว ขอบล้อหลังใหญ่โตมโหระทึกสอดรับกับโป่งข้างด้านหลังที่พองออกมยังกับตัวแข่ง แม้ว่าจะใช้แพลตฟอร์ม PPE แต่เอาเป็นว่า RS5 Sportback ที่มาถึงไทยสดๆร้อนๆ ใช้โครงสร้างตัวถังแข็งแกร่งกว่า A5 Sportback รุ่นปกติ 10 เปอร์เซ็นต์ ออปชันเบรกสมรรถนะสูงจาก Audi Sport จานหน้าขนาด 440 มม ส่วนจานหลังเล็กลงมาหน่อยที่ 410 มม. ขนาดของคาลิปเปอร์เบรกพอๆกับ Bentley Continental GT Speed และ Lamborghini Urus เป็นคาลิปเปอร์แบบ 10 พอต เน้นสัมผัสและความรู้สึกของประสิทธิภาพการเบรกสูงสุด ลดอาการเบรกเฟดให้น้อยที่สุด

Rolf Michl หัวหน้าแผนก Audi Sport เผยว่า RS5 Sportback Quattro ให้ความสำคัญกับความรู้สึกหลังพวงมาลัย ทั้งสัมผัส ตัวตนแนวมอเตอร์สปอร์ตซึ่งเป็นดีเอนเอของแบรนด์ เป็นสัญญาณที่แสดงออกถึงความต้องการที่จะชนะและไปให้เร็วกว่า มองตรงๆ RS5 ทำให้ A5 ดูผอมแห้งลงไปเยอะ เมื่อมองจากด้านหลังแน่นอนว่ามีคนอยากลองของเพียบเมื่อเห็นปลายท่อระบายไอเสียที่คล้ายกับท่อซิ่งพญานาค เส้นสายด้านข้างและท่อไอเสียขนาดใหญ่อยู่ชิดเข้าไปด้านในมากขึ้น เพราะรูปทรงตัว L บั้นท้ายที่มีโป่งทะลุมิติต้องเผชิญหน้ากับคู่ปรับเก่าอย่างBMW M3 และMercedes AMG C63 ในแง่ของรูปลักษณ์และการออกแบบ RS5 ไม่เป็นรองแน่นอนโดยเฉพาะรุ่นซีดาน ส่วนรุ่น Avant ใช้ความโหดที่มากกว่าเดิมเพื่อต่อสู้กับ M3 Touring รายละเอียดภายนอกของ RS5 ใช้การออกแบบใหม่ทั้งหมด รถกว้างขึ้น 40 มม. ชิ้นส่วนแอโรไดนามิกแบบใหม่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ไฟท้ายเมทริกซ์พร้อมลวดลาย ธงหมากรุก

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Quattro ใน RS5 มีการนำเสนอสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกเล่นใหม่ ควบรวมเฟืองท้ายกลางแบบ Torsen เข้ากับอุปกรณ์ที่เรียกว่า Dynamic Torque Vectoring ติดตั้งอยู่บนเพลาหลัง เฟืองท้ายกลาง ย้อนยุคไปถึง Quattro รุ่นก่อนๆ แต่ใน RS5 รุ่นนี้ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีฟังก์ชันการปรับแรงกดล่วงหน้าเพื่อให้ล็อกอยู่บางส่วนตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้คือ การกระจายแรงบิดที่แตกต่างกันระหว่าง 70/30 และ 15/85 ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง 70/30 - 15/85 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผกผันได้อย่างครอบคลุมทุกสถานการณ์ เป็นตัวบ่งชี้ถึงบุคลิกภาพของรถที่ให้ความสำคัญกับการยึดเกาะสูงสุด

Dynamic Torque Vectoring เป็นจุดที่ระบบส่งกำลังไฟฟ้าด้านหลังเข้ามามีบทบาทเพื่อสร้างเสถียรภาพ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรระบายความร้อนด้วยน้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นแรงดันสูงเพื่อส่งแรงบิดแบบไฟฟ้าเชิงกลไปยังล้อหลังแต่ละล้อ การทำงานใช้เวลาเพียง 15 มิลลิวินาที รับแรงบิดสูงสุดถึง 1,999.83 นิวตันเมตร หรือ 1,475 ปอนด์-ฟุต ทำงานทั้งขณะที่คันเร่งถูกกดจนสุดและทำงานเมื่อคนขับแตะเบรกเพื่อลดความเร็ว Audi สร้างเครื่องมือไฮเทคสุดล้ำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการยึดเกาะถนนในยานยนต์พลังสูง RS5 มีศักยภาพมากว่า A5 หลายเท่า รถจึงถูกจูนให้มีความคล่องตัวและการตอบสนองที่ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับระดับการยึดเกาะถนนที่เหนือชั้นตามแบบฉบับของ Audi รวมถึงยังสามารถวิ่งได้ไกล 64 กิโลเมตร ในโหมดไฟฟ้าล้วน

เครื่องยนต์ V6 2.9 ลิตร ทวิตเทอร์โบ ยกมาจาก RS4 รุ่นก่อน วิศวกรของ  Audi Sport แจ้งว่า ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ V6 2.9 ลิตร ทวินเทอร์โบ ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ถูกเปลี่ยนใหม่ การปรับปรุงทำให้กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น 59 แรงม้า เมื่อเทียบกับ RS4 รุ่นที่แล้ว รูปทรงของเทอร์โบปรับเปลี่ยนใหม่หมด  ใช้อินเตอร์คูลเลอร์แบบน้ำหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิไอดี ระบบการเผาไหม้แบบมิลเลอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  หัวฉีดเชื้อเพลิงปรับปรุงใหม่ ทำให้ RS5 รุ่นล่าสุดเป็นรถที่วิ่งออกตัวได้เร็วมาก โดย ทำความเร็วจาก 0- 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เมื่อติดตั้งแพ็คเกจ Sport   Audi อ้างว่า RS5  ใหม่ ประหยัดน้ำมันได้ 31 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการขับขี่แบบผสมผสานทั้งมอเตอร์และเครื่องยนต์ในโหมดมาตรฐาน โดยใช้คันเร่งแบบค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้จะมีกำลังสูงสุดถึง 630 แรงม้า  แต่ถ้าขับดีๆ RS5 ก็ยังน่าจะประหยัดได้ถึง 12 กิโลเมตรต่อลิตร  เจ้าของรถต้องตัดใจจากการกระหน่ำคันเร่งมาเป็นแตะให้เบาที่สุด ผมแน่ใจว่าเมื่อแบตเตอรี่เหลือไฟไม่มาก ก็ไม่น่าจะมีคนที่ซื้อไปแล้วทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง 12.5 กิโลเมตรต่อลิตร ได้อย่างแน่นอน!

ระบบ PHEV ทำให้แรงม้าแรงบิดมากขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดการปล่อย CO2 และทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนที่เป็นไฟฟ้า แบตเตอรี่ถูกวางอยู่ใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระ การปรับปรุงทางเคมีทำให้กำลังไฟมีความเสถียร ถึงแม้ว่าระดับประจุจะต่ำ การจัดการความร้อนปรับปรุงใหม่ ทำให้แบตฯ ไวต่ออุณหภูมิลดน้อยลง แบตเตอรี่จ่ายไฟให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าและส่งกระแสไฟได้มากถึง 8 กิโลวัตต์ให้กับมอเตอร์ในชุดควบคุมแรงบิด ตรงนี้แหละที่วิศวกรรมของรถเริ่มซับซ้อนขึ้น เมื่อต้องการขับแบบเต็มประสิทธิภาพ RS5 จะรู้สึกเหมือนทำงานไม่เต็มที่ หากระดับไฟในแบตเตอรี่น้อยเกินไป ดังนั้น ในโหมด RS Sport และ RS torque rear หรือ โหมดดริฟท์ ระดับประจุแบตเตอรี่จะถูกรักษาไว้ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ ตลอดเวลา ถ้าจะกินน้ำมันไปบ้างก็ไม่ควรจะเอามาใส่ใจละครับ

ปั๊ม พัดลม และอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนจะช่วยรักษาอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 20°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่แบตเตอรี่ทำงานได้ดีที่สุด ในโหมดไฮบริด แบตเตอรี่จะชาร์จอยู่ตลอดเวลา สามารถเลือก SoC ที่ต้องการได้โดยใช้แถบเลื่อนดิจิทัล  มีโหมดบูสต์ ซึ่งเปิดใช้งานโดยปุ่มบนพวงมาลัย โดยจะเรียกใช้งานทุกระบบของรถได้เป็นเวลาสั้นๆ แค่ 10 วินาที เพื่อการเค้นกำลังสูงสุด และจะมีการนับถอยหลังแสดงตัวเลขคล้ายฐานยิงจรวจของนาซ่า โผล่บนหน้าจอแสดงผล  RS5 นั้น มีน้ำหนักมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อ Audi Sport ต้องหันมาใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดเพื่อทำให้รถแรงของแบรนด์ตัวเองอยู่รอด มันเหมือนคนอ้วนที่กินทุเรียนมาหลายลูกแล้วก็ยังกินเพิ่มอีก ใน RS5  Avant มันหนักถึง 2,370 กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากเกินไปสำหรับรถสมรรถนะสูงในกลุ่มนี้  เป็นผลมาจากการเพิ่มมอเตอร์ แบตเตอรี่ และสารพัดเฟืองทดกำลังเข้าไป ทำให้มันมีน้ำหนักมากกว่า M3 Touring ถึง 500 กิโลกรัม เลยทีเดียว

Audi Sport ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงช่วงล่างและ DTV รวมถึงตัวช่วยอีเล็กทรอนิกส์ต่างๆทำให้รถส่งถ่ายความรู้สึกเบาและคล่องตัวมากกว่าเดิม พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนรถที่ไม่มีอุปกรณ์ปลั๊กอินไฮบริด เนื่องจากเป็นรถ PHEV จึงมีข้อดีในแง่ของการปล่อยมลพิษและประหยัดพลังงาน แล้วรหัสรุ่น RS5 ทำไมถึงเรียกว่า RS5 ไม่ใช่ RS4? เพราะว่า Audi เคยทำพลาดจากกลยุทธ์การตั้งชื่อโมเดลใหม่ ก่อนหน้านี้แบรนด์สี่ห่วงเคยประกาศว่ารถยนต์ไฟฟ้าตระกูล 'e-tron' ทุกรุ่นจะใช้ชื่อเลขคู่ (A2, A4, A6 และอื่นๆ) และเลขคี่จะสงวนไว้สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถที่มาแทนที่ A4 จึงกลายเป็น A5 ต่อมา Audi เปลี่ยนใจและบอกว่าจะกลับมาใช้ชื่อและหมายเลขโมเดลที่ลูกค้าคุ้นเคย แต่การตัดสินใจนั้นสายเกินไปสำหรับ A5 และ S5 รวม ถึง RS5 ด้วย แต่จริงๆ แล้วมันคือ RS5 Sportback รุ่นใหม่นั่นแหละ

RS5 ใช้แรงบิดมหาศาลของตัวเองในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้อย่างน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ขัดแย้งกับรูปแบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่เน้นขับแบบประนีประนอม ลูกค้าส่วนใหญ่โหยหาช่วงเวลาที่เรียบง่ายมากกกว่านี้ แต่สิ่งที่ทำให้มันอยู่รอดก็คือ การปล่อย CO2 ให้ต่ำเข้าไว้ มันสามารถเอาชนะความท้าทายต่างๆด้านการลดมลพิษ มีการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ แทนที่จะกังวลเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น วิศวกรของ Audi กลับใช้ศักยภาพของระบบปลั๊กอินไฮบริดให้เกิดประโยชน์สูงสุด RS5 สามารถใช้แรงบิดของตัวเองในการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างน่าเชื่อถือมาก ตัวหนักแต่ก็มีความสมดุลและความโดดเด่นในด้านไดนามิก

รอล์ฟ มิคเคิล หัวหน้าทีม Audi Sport กล่าวว่า เป้าหมายของ RS5 คือการสร้างรถยนต์สมรรถนะสูง เป็นรถที่ซับซ้อนแต่ขับได้ดี เขายืนยันว่า แม้กำลังจะเพิ่มขึ้น แต่คนขับจะควบคุมรถได้ง่ายกว่าเดิมมาก นี่คือรถยนต์สำหรับทุกสภาพอากาศ ทุกๆฤดูกาล เป็นรถที่ดุดันแต่ก็พร้อมที่จะขับใช้งานในเมืองได้อย่างสบาย ส่วนผสมต่างๆ นั้นค่อนข้างจัดจ้าน ยุคสมัยที่สามารถนำเครื่องยนต์V8 ขนาดใหญ่มาใส่ในตัวถังที่มีอยู่ แล้วโรยผงวิเศษแห่งความคล่องตัวลงไป การจะทำแบบนั้นมันผ่านพ้นไปแล้ว ปัจจุบัน การประสานองค์ประกอบที่แตกต่างทั้งหมดให้ผนวกเข้าด้วยกันนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง RS5 ถูกปรับแต่งอย่างหนักและแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แล้วมันจะใช้งานได้ดีแค่ไหนในมือของคนขับรถทั่วไป? การเข้าโค้งแบบสไลด์ยังคงต้องอาศัยเทคนิค เคล็ดลับคือ รักษาโมเมนตัมไว้ขณะที่การหมุนตัวเพิ่มขึ้น จากนั้น ปล่อยพลังอย่างเต็มที่ในตอนท้าย ในโหมด RS 'แรงบิดด้านหลัง' เลียนแบบรถแข่ง WRC ได้อย่างแม่นยำมาก น่าจะคล้ายกับ Audi S1 Hoonitron ที่ขับโดย Ken Block ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยซ้ำ

ส่วนนี้ของรถมีไว้เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น และไม่น่าจะมีเจ้าของรถคนไหนอยากเผายางหลังจนเกลี้ยง RS5 มีมีกล้องติดหน้ารถและระบบวัดข้อมูลเรียลไทม์ในตัว คำศัพท์ภาษาเยอรมัน driftwinkel ดูเหมือนว่า RS5 จะสามารถทำมุมดริฟท์ได้มากกว่า 70 องศา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถตรวจสอบได้จากเครื่องวิเคราะห์การดริฟท์ ในตัวรถ แม้การควบคุมรถค่อนข้างซับซ้อนสำหรับเจ้าของที่เพิ่งจะถอยมันออกมาจากโชว์รูม แต่จุดนี้กลับช่วยให้เห็นถึงคาแลคเตอร์ที่สนุกสนานผสมความโหดของ RS5 ข้อความที่สื่อออกมานั้น หมายถึงการซ่อนน้ำหนักส่วนเกินของระบบ PHEV ได้อย่างแนบเนียน อิเล็กตรอนที่เพิ่มเข้ามา ช่วยเพิ่มกำลังและแรงบิดให้กับรถอย่างมหาศาล รวมถึงวิ่งได้ไกล 64 กิโลเมตร โดยไม่ปล่อยมลพิษอีกตะหาก....

ช่วงล่างแบบมัลติลิงค์พร้อมสปริง โช้คอัพแบบวาล์วคู่ของ RS5 ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการลดแรงกระแทกอย่างกะทันหัน มีการออกแบบโดยควบคุมการคืนตัวและการยุบตัวแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง มีช่วงการเคลื่อนไหวที่เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่รถ Audi ที่เร็วที่สุดบนทางฝุ่นในอดีตไม่เคยพบเจอมาก่อน! ช่วงล่างของ RS5 ประกอบได้อย่างยอดเยี่ยม และทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ สำหรับโหมดขับขี่ ประกอบด้วย Comfort, Balanced, Dynamic, Individual, RS Sport และ RS torque rear

ยานยนต์ในตระกูล RS มีกำลังเหลือเฟือ เมื่อเจอถนนที่ดีๆ มันจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความกระตือรือร้นและประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่น่าทึ่ง เกียร์แปดสปีดเป็นแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ทำหน้าที่ผ่องถ่ายอัตราทดได้เร็วมาก ระบบกระจายแรงบิดที่เพลาล้อหลัง ทำให้ RS5 เกาะถนนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันพุ่งทะยานออกตัวอย่างฉับไว เมื่อเข้าโค้ง ระบบจะเพิ่มเสถียรภาพและทำให้การเลี้ยวคมชัดขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดทีคนขับยังคงคุมองศาคันเร่งได้อย่างถูกต้อง มันจะวิ่งออกโค้งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายคุณก็จะเกิดความกลัว เมื่อออกจากโค้ง แรงบิดจะถูกส่งไปยังล้อด้านนอกเพื่อช่วยหมุนแกนของรถให้ถูกต้อง ระบบบควบคุมไดนามิกที่ทำงานอยู่ จะวัดมุมการหมุนของพวงมาลัย ตำแหน่งคันเร่ง รวมถึงตรวจสอบแรง G มุมการหมุน และมุมของอาการลื่นไถล แล้วเทแรงบิดไปยังเฟืองท้ายได้ตามความต้องการของเซนเซอรา์ ทั้งหมดฟังดูนานแต่มันทำงานภายในเลาแค่ห้ามิลลิวินาทีเท่านั้น

RS5 จะสตาร์ทตัวเองในโหมด EV เพื่อการขับขี่ที่เงียบสงบ เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่การยิ้มให้จ่าอ้วนที่ตั้งด่านเรียกตรวจรถป้ายแดง การปรับแต่งเสียงในโหมด EV เพิ่มเอกลักษณ์ของรถให้แปลกออกไป และเมื่อเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบ V6 ทำงาน เสียงจากท่อท้ายก็ฟังดูเร้าใจมากๆ แม้จะไม่ก้องกังวานเท่าเครื่องยนต์ห้าสูบของ Audi รุ่นเก่า ซึ่งครบรอบ 50 ปี ในปี 2026 ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าตอบสนองได้ดีกว่าที่เคยมีมาซะอีก ด้วยอัตราส่วน 13:1 ทำให้ตอบสนองได้รวดเร็วและตรงไปตรงมามากกว่า อาจจะเบาไปหน่อยสำหรับคนที่ชินกับพะวงมาลัยรถแข่ง แต่สิ่งที่ขาดไปในเรื่องความรู้สึกก็ถูกชดเชยด้วยความแม่นยำที่ลงตัว คนขับสามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรง

Bridgestone Potenza Sport ยางสูตรพิเศษขนาด 285/30ZR21 108Y มีพื้นที่สัมผัสกับผิวถนนมากขึ้น โครงสร้างของยางออกแบบให้สามารถรับแรงเค้นด้านข้างได้มากขึ้น ลายดอกยางเน้นประสิทธิภาพการยึดเกาะและรีดน้ำ เมื่อผสมกับช่วงล่างโช้คอัพทวินวาว์ล ทำให้ RS5 มีการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม และยังคงตอบสนองได้อย่างมั่นคงแม้ในขณะขับด้วยความเร็วสูงหรือเมื่อต้องเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน

ระบบเบรกของ Audi RS5 Sportback นับว่าเป็นเบรกที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งที่ผมเคยเห็น จานเบรกหน้าขนาด 440 มม.ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะใส่ได้ เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ Ferrari บางรุ่นเลยทีเดียว ระบบเบรกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ (brake-by-wire) มีระบบเบรกแบบสร้างพลังงานกลับคืน หรือ regenerative retarge ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ – แป้นเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยควบคุมทั้งการเปลี่ยนเกียร์และปริมาณการสร้างพลังงานกลับคืน ระบบเบรกแบบใช้แรงเสียดทานจะทำงานก็ต่อเมื่อคุณต้องการลดความเร็วอย่างมากเท่านั้น และมันก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความรู้สึกที่ดีเยี่ยม ระบบ ABS ใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุดและทำงานได้อย่างราบรื่นแม้ว่าคุณจะเหยียบเบรกอย่างแรงก็ตาม

RS5 Sportback และ Avant เป็นรถแรงที่พยายามรวมบุคลิกที่แตกต่างมาไว้ในคันเดียว และอาจเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตอัตลักษณ์ได้ อุปกรณ์ทุกชนิดทำงานได้อย่างกลมกลืน ในสภาวะที่สุดขั้วของผิวถนน เมื่อฝนตกลงมา ผมยังนึกไม่ออกว่าจะมีรถอะไรที่วิ่งแนบพื้นถนนได้เร็วกว่านี้  โดยเฉพาะในสภาพถนนมีน้ำเจิ่งนอง.

The New Audi RS 5

ข้อมูลทางเทคนิค (Technical data)

เครื่องยนต์: เบนซิน V6 ขนาด 2,900 ซีซี TFSI-e

ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 จังหวะ พร้อม Boost mode

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro พร้อมเฟืองท้ายกลางแบบล็อกตัวเอง (Self-locking Center Differential) + ระบบ Dynamic Torque Control

กำลัง  639 แรงม้า (HP) /

แรงบิด 850 นิวตัน-เมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.6 วินาที

ความจุแบตเตอรี่: 25.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

ระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้า (e-range) 67.4 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)

กำลังการชาร์จไฟแบบ AC: 11 กิโลวัตต์ (kW)

ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระท้าย รุ่น Sportback: 331 – 1,170 ลิตร รุ่น Avant: 361 – 1,302 ลิตร

ความจุถังน้ำมัน 58 ลิตร

ขนาดล้อและยาง:

ล้อหน้า: 10.0J x 21 นิ้ว ยางขนาด 285/30 R21

ล้อหลัง: 10.5J x 21 นิ้ว ยางขนาด 285/30 R21

ช่วงล่างและเบรก ช่วงล่าง RS Sport + ระบบเบรก RS Sport คาลิเปอร์ 10 พอร์ต สีแดง

พวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว (Progressive steering)

ความสะดวกสบายและระบบอินโฟเทนเมนต์ (Comfort / Infotainment)

เบาะนั่งสปอร์ต RS ปรับไฟฟ้า หุ้มหนังสีดำ เดินด้ายสีแดง

ระบบดันหลังปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง (4 ways lumbar support)

ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งฝั่งผู้ขับขี่ (Memory function)

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระ 3 โซน (3 Zone automatic air conditioning)

ระบบเสียงพรีเมียม Bang & Olufsen แบบ 3 มิติ พร้อมลำโพงบริเวณหมอนรองศีรษะ (Headrest speaker)

หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Audi Virtual Cockpit Plus ขนาด 11.9 นิ้ว

หน้าจอควบคุมกลาง MMI Touch Display ขนาด 14.5 นิ้ว

หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head up display)

หน้าจอแสดงผลสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า ขนาด 10.9 นิ้ว

ไฟตกแต่งห้องโดยสาร Contour/Ambient lighting ปรับได้ 30 สี พร้อมแถบไฟตอบสนองแบบ Interactive light bar

อุปกรณ์มาตรฐาน (Equipment)

ไฟหน้า Matrix LED พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบแยกเซกเมนต์

ไฟท้าย OLED 2.0 พร้อมดีไซน์ลายธงตราหมากรุก (Checkered flag design)

ไฟส่องสว่างสัญลักษณ์ RS ยิงลงพื้นบริเวณประตูหน้า (RS entrance LED projector)

แป้นคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต วัสดุสแตนเลสสตีล

หลังคากระจก Panoramic ปรับความเข้ม/โปร่งแสงได้ (Switchable transparency)

ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless charger)

วัสดุตกแต่งภายในแบบ Dinamica และ Carbon Twill

ความคิดเห็น