คดีพลิก! ผู้บริโภคชนะคดี “กระทะโคเรียคิง” โฆษณาเกินจริง ศาลอุทธรณ์สั่งชดเชยรายละ 2,500 บาท
สู้ 9 ปีไม่สูญเปล่า ศาลสั่ง โคเรียคิง คืนเงินชดเชยเหยื่อโฆษณาเกินจริง สูงสุด 2,500 บาท ชี้ชัดกระทะเคลือบไม่ถึง 8 ชั้น
ผู้บริโภคชนะคดีกระทะ “โคเรียคิง” หรือ Korea King หลังต่อสู้คดีมานานกว่า 9 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำตัดสินของศาลแพ่ง และให้ผู้จำหน่ายชดใช้ค่าเสียหายจากการโฆษณาคุณสมบัติสินค้าเกินจริงแก่โจทก์และสมาชิกคดีกลุ่ม
นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 โดยศาลกำหนดให้ผู้ซื้อกระทะ รุ่นไดมอนด์ หรือ Diamond Series ได้รับค่าเสียหายรายละ 2,500 บาท ส่วนรุ่นโกลด์ หรือ Gold Series ได้รับรายละ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ผู้ที่อยู่ในขอบเขตคดีกลุ่มต้องซื้อกระทะสองรุ่นนี้ภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 และต้องไม่เคยตกลงรับการแก้ไขหรือเยียวยาความเสียหายจากจำเลยมาก่อน จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เคยซื้อกระทะโคเรียคิงทุกคนจะได้รับเงินชดเชย
เหตุผลสำคัญของคำพิพากษามาจากผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ของหลายหน่วยงาน ทั้งกรมวิทยาศาสตร์บริการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ MTEC และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผลตรวจที่ศาลนำมาพิจารณาพบว่า กระทะรุ่นโกลด์มีชั้นเคลือบจริง 5 ชั้น ส่วนรุ่นไดมอนด์มี 6 ชั้น ขณะที่โฆษณาระบุว่ากระทะมีการเคลือบหนา 8 ชั้น ศาลจึงเห็นว่าคุณสมบัติของสินค้าไม่เป็นไปตามข้อความโฆษณา
ศาลวินิจฉัยว่าโฆษณามีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เพราะทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าสินค้ามีคุณสมบัติพิเศษและยอมซื้อในราคาสูงกว่ากระทะทั่วไป เมื่อสินค้ามีจำนวนชั้นเคลือบไม่เป็นไปตามที่นำเสนอ ผู้จำหน่ายจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และต้องชดใช้ความเสียหายจากส่วนต่างที่ผู้บริโภคจ่ายไป
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้สั่งคืนค่ากระทะเต็มจำนวน เนื่องจากผลทดสอบพบว่าสินค้ายังใช้ประกอบอาหารได้ตามปกติ ไม่พบสารอันตรายปนเปื้อน และไม่มีหลักฐานว่ากระทะส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้ใช้ นอกจากนี้ โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนซื้อขาย
ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายตามความเหมาะสมที่ 2,500 บาทสำหรับรุ่นไดมอนด์ และ 2,000 บาทสำหรับรุ่นโกลด์ แทนการคืนเงินค่าสินค้าทั้งหมด
ส่วนข้อเรียกร้องค่าเสียหายต่อร่างกาย อนามัย และจิตใจ ศาลยกฟ้อง เพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าการใช้กระทะก่ออันตรายต่อผู้บริโภคโดยตรง เช่นเดียวกับค่าเดินทางไปร้องเรียนหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งศาลเห็นว่าไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงจากการผิดสัญญา
ศาลยังไม่ให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ หรือ Punitive Damages เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรมหรือจงใจก่อความเสียหาย
นอกจากค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น ตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้อง 30 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยยังต้องรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้ง 5 ราย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท และเงินรางวัลทนายความสำหรับการดำเนินคดีแบบกลุ่มอีก 40,000 บาท
คดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 หลังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นตัวแทนผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายรวมกว่า 1,650 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม เฉพาะผู้ซื้อรุ่นไดมอนด์และรุ่นโกลด์ภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับเป็นคดีกลุ่มตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด พร้อมจำกัดสมาชิกกลุ่มให้เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ตกลงรับการเยียวยาจากจำเลย
ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่ายังไม่พบสารอันตรายต่อผู้ใช้ มีการแสดงราคาและส่งมอบสินค้าจริง ฝ่ายผู้บริโภคจึงยื่นอุทธรณ์ ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 และให้ผู้บริโภคได้รับค่าเสียหายจากการโฆษณาคุณสมบัติสินค้าเกินจริง
ขณะนี้ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคระบุถึงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าคู่ความฝ่ายใดจะดำเนินกระบวนการทางกฎหมายต่อหรือไม่ จึงยังไม่ควรระบุว่าคดีถึงที่สุดแล้ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง