ความขัดแย้งในบอร์ด กสทช. ยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน จากปมคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จนกลายเป็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจและความชอบธรรมในการเรียกประชุม เมื่อกรรมการ 6 คนเห็นว่าสามารถประชุมร่วมกับ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ ขณะที่สำนักงาน กสทช.ยังคงยึดแนวทางเดิม โดยมองว่า ศ.คลินิก นพ.สรณยังคงมีอำนาจ จึงนำไปสู่ช่วงชิงการประชุม และเกิดการประชุมชนกัน 2 วงถึง 3 ครั้ง
แต่ในวันที่บอร์ดยังหาทางลงไม่ได้ ภารกิจสำคัญของ กสทช.ก็ยังต้องเดินหน้าต่อ เพราะองค์กรแห่งนี้มีหน้าที่กำกับดูแลทรัพยากรคลื่นความถี่ กิจการโทรคมนาคมและโทรทัศน์ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค
คำถามคือ ระหว่างที่ทุกฝ่ายกำลังงัดข้อกัน ประเทศกำลังเสียอะไรไปบ้าง?
กสทช.ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดประชุมและรับรองมติ แต่ต้องบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่ของชาติ กำหนดทิศทางกิจการโทรคมนาคมและโทรทัศน์ ตลอดจนดูแลประโยชน์ของผู้บริโภค ทุกการตัดสินใจจึงมีกรอบเวลา และความล่าช้าย่อมมีต้นทุน
ยิ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่าสำนักงาน กสทช.แพ้คดีและต้องชำระเงินให้ผู้ประกอบการกว่า 10 ล้านบาท โดยต้องขอใช้งบกลางมาจ่าย ก็ยิ่งสะท้อนถึงภาระที่หน่วยงานต้องเร่งสะสาง
ขณะเดียวกัน ใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลภาคธุรกิจมีกำหนดสิ้นสุดลงราวเดือนเมษายน 2572 หรืออีกไม่ถึง 3 ปี แต่โรดแมปหลังจากนั้นยังไม่มีความชัดเจน ผู้ประกอบการจึงเผชิญความไม่แน่นอนในการวางแผนลงทุนระยะยาว
ส่วนแผนจัดสรรคลื่น 2100 MHz และ 3500 MHz เพื่อรองรับ 5G การเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จาก C-Band ไป Ku-Band และใบอนุญาตวิทยุสาธารณะบางส่วนที่กำลังจะหมดอายุช่วงต้นปี 2570 ล้วนต้องอาศัยการตัดสินใจที่ทันเวลา แม้ยังไม่มีข้อสรุปว่าความขัดแย้งจะกระทบแผนประมูลคลื่นโดยตรง แต่หากการพิจารณาล่าช้า ความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ย่อมเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด ข้อพิพาทเรื่องอำนาจต้องได้รับการคลี่คลายตามกระบวนการ แต่ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคต่อภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติ ไม่ใช่เครื่องมือในเกมอำนาจของฝ่ายใด
และราคาที่ประเทศต้องจ่าย อาจไม่ใช่แค่เวลาที่สูญเสียไป แต่รวมถึงโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และประโยชน์ของประชาชน!!