คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

กทม.สแกน Data Center ทั่วกรุงเทพ คุม 5 มาตรการ ชะลอใหม่รอเกณฑ์รัฐ

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

กทม.สแกน Data Center ทั่วกรุงเทพ คุม 5 มาตรการ ชะลอใหม่รอเกณฑ์รัฐ

กทม.ตรวจ Data Center 49 แห่งทั่วกรุง คุมเข้ม 5 ด้าน ตั้งแต่อาคาร-ทรัพยากร-สิ่งแวดล้อม-อัคคีภัย พร้อมชะลอโครงการใหม่

KEY

- กทม. เดินหน้าตรวจสอบ Data Center ทั่วกรุงเทพฯ โดยใช้ Check-list 5 ด้านเพื่อกำกับดูแล ทั้งมาตรฐานอาคาร การใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และระบบป้องกันอัคคีภัย

- มีการชะลอการพิจารณาออกใบอนุญาตสำหรับโครงการ Data Center แห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อควบคุมการขยายตัว

- การชะลอโครงการใหม่มีขึ้นเพื่อรอความชัดเจนด้านนิยามและแนวทางปฏิบัติจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับประเทศ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าตรวจสอบ Data Center ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมยกระดับมาตรการกำกับดูแล หลังธุรกิจศูนย์ข้อมูลมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้วยการจัดทำ Check-list 5 ด้านสำหรับลงพื้นที่สุ่มตรวจ ทั้งมาตรฐานอาคาร การใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ระบบป้องกันอัคคีภัย และการซ้อมอพยพหนีไฟ

นายชัชชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้น กทม.พบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ 49 แห่ง

แบ่งเป็น Data Center ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารทั่วไป เช่น อาคารสำนักงาน ธนาคาร และหน่วยงานราชการ 43 แห่ง

ส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 2 เมกะวัตต์ และเปิดดำเนินการมานานแล้ว

ส่วนอีก 6 แห่งเป็น Data Center แบบ Stand Alone ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 3 แห่ง โดย กทม.ได้ชะลอการพิจารณาใบอนุญาตของโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างไว้ก่อน

สำหรับประเด็นการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม Data Center 43 แห่ง พบว่า 31 แห่งใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงไม่เข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตสะสมน้ำมัน ขณะที่อีก 12 แห่งมีการสะสมน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร และได้ขอใบอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงานอย่างถูกต้องแล้ว

นายชัชชาติ ระบุว่า Data Center ในกรุงเทพฯ มีลักษณะแตกต่างจากศูนย์ข้อมูลแบบ Hyper-scale ในต่างจังหวัด

บางแห่งใช้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 200–300 เมกะวัตต์ โดย Data Center ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันใช้ไฟฟ้ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของกรุงเทพฯ ขณะที่การใช้น้ำยังอยู่ในระดับต่ำกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม กทม.มองว่าการกำกับดูแลต้องครอบคลุมทั้งด้านอาคาร ทรัพยากร และผลกระทบต่อชุมชน

โดยอำนาจหลักของ กทม.อยู่ที่การออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร กฎหมายผังเมือง และงานด้านสาธารณสุข

ขณะเดียวกันต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

เปิด Check-list 5 ด้าน คุม Data Center รอบกรุง

กทม.จัดทำ Check-list สำหรับลงพื้นที่สุ่มตรวจ Data Center อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่

มาตรฐานอาคาร ตรวจสอบใบรับรองและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอาคาร

การใช้ทรัพยากร ตรวจสอบการเก็บรักษาน้ำมัน การใช้น้ำ และการใช้ไฟฟ้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับ

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมมลพิษทางน้ำ อากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความร้อน และเสียง

การป้องกันอัคคีภัย ตรวจสอบระบบดับเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน

การเตรียมความพร้อมและซ้อมอพยพหนีไฟ ต้องมีการจัดซ้อมเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังครอบคลุมรายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนโดยรอบ

เช่น การสุ่มตรวจคุณภาพน้ำทิ้งเดือนละ 1 ครั้ง การตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 แบบ Real-time รวมถึงการตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Legionella ในไอน้ำจาก Cooling Tower ปีละ 2 ครั้ง

กทม.ยังตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นทั้งบริเวณจุดกำเนิดและชุมชนโดยรอบในรัศมี 500 เมตร โดยกำหนดให้ผลต่างของอุณหภูมิในรอบ 24 ชั่วโมงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อควบคุมผลกระทบด้านความร้อนต่อพื้นที่โดยรอบ

ชะลอโครงการใหม่ รอเกณฑ์ระดับประเทศ

สำหรับการอนุมัติโครงการ Data Center ใหม่ กทม.ได้ชะลอการพิจารณาใบอนุญาตไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนด้านนิยามและแนวทางปฏิบัติจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์

ขณะเดียวกัน สำนักงานเขตในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตั้ง Data Center ที่มีอยู่แล้วทั้งหมด

เบื้องต้นยังไม่พบเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการ แต่ กทม.ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง และเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งปัญหาผ่านระบบ Traffy Fondue ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามดำเนินการทุกอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบอำนาจตามกฎหมายที่มี หากประชาชนพบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ทันที กทม.พร้อมเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาให้ประชาชนในระหว่างรอรายละเอียดเกณฑ์ปฏิบัติเพิ่มเติม” นายชัชชาติกล่าว

พัฒนาการของเหตุการณ์: 2 รายงาน

ความคิดเห็น