คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

เกาหลีใต้รวบชายไทยซิ่งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าชนเด็ก ป.3 บาดเจ็บแล้วหนี กลัวถูกจับเพราะวีซ่าหมดอายุ

ที่มา: ไทยรัฐ

ตำรวจเกาหลีใต้แจ้งข้อหาชายไทยวัย 36 ปี หลังขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่มีใบอนุญาตชนเด็กหญิงวัย 9 ขวบในเมืองควังจู จนได้รับบาดเจ็บและฟันแท้ 3 ซี่เสี่ยงหลุด ก่อนหลบหนีโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ โดยเจ้าตัวถูกจับในอีก 5 วันต่อมาในคดียาเสพติด และสารภาพว่ากลัวความผิดเรื่องวีซ่าหมดอายุ

ตำรวจสถานีกวางซาน เมืองควังจู ประเทศเกาหลีใต้ แจ้งข้อหาชายสัญชาติไทยวัย 36 ปี ซึ่งใช้ชื่อในคดีว่า "เอ" ในข้อหาหลบหนีจากที่เกิดเหตุหลังขับรถชนและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ตามกฎหมายว่าด้วยการลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับอาชญากรรมเฉพาะประเภท หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่มีใบอนุญาต ชนเด็กหญิงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วัย 9 ขวบ และหลบหนีโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันที่ 23 ก.ย. บริเวณใกล้ทางลอดทางรถไฟ ใกล้ทางออกหมายเลข 4 ของสถานีโดซาน ในเขตกวางซาน เมืองควังจู โดยชายไทยรายนี้ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาพร้อมหญิงไทยอีกคน ก่อนพุ่งชนเด็กหญิงจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นทั้งสองคนออกจากจุดเกิดเหตุโดยไม่ได้ช่วยเหลือเด็ก

ตำรวจระบุว่า ชายไทยรายนี้พำนักอยู่ในเกาหลีใต้เกินระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต และขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่มีใบอนุญาต เจ้าตัวให้การกับตำรวจว่า หลังเกิดเหตุได้หลบหนีเพราะเกรงว่าสถานะการพำนักที่ไม่ถูกต้องจะถูกตรวจพบ

เด็กหญิงได้รับบาดเจ็บที่บริเวณปากและฟันอย่างรุนแรง โดยฟันแท้ 1 ซี่หลุดออกจากปากจากแรงกระแทก ขณะที่ฟันแท้อีกซี่ถูกดันขึ้นไปบริเวณเหงือกและต้องถอนออกระหว่างการรักษาที่โรงพยาบาล ต่อมาผลตรวจเพิ่มเติมพบว่าฟันแท้อีกซี่มีรอยร้าว ทำให้ขณะนี้เด็กหญิงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียฟันแท้ถึง 3 ซี่

บิดาของเด็กหญิงโพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือผ่านชุมชนออนไลน์เมื่อวันที่ 30 ก.ย. โดยระบุว่า อาการของลูกสาวยังน่าเป็นห่วง และอาจต้องสูญเสียฟันแท้ 3 ซี่ พร้อมขอให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือพบเห็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลแก่ตำรวจ

ข้อมูลสำคัญที่ครอบครัวนำมาเผยแพร่คือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีสีม่วงและติดสติกเกอร์รูปหน้ายิ้ม ซึ่งเป็นลักษณะที่พี่ชายของเด็กหญิงซึ่งเห็นเหตุการณ์สามารถจดจำได้ นอกจากนี้ มีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าพบสกู๊ตเตอร์ลักษณะดังกล่าวบริเวณนิคมอุตสาหกรรมพยองดง ทำให้ตำรวจสามารถจำกัดวงการค้นหาได้

ตำรวจประสบปัญหาในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุในช่วงแรก เนื่องจากบริเวณจุดเกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด และมีเส้นทางหลายสายที่สามารถใช้หลบหนีออกจากพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม หลังได้รับข้อมูลจากประชาชนและตรวจสอบเบาะแสเพิ่มเติม ตำรวจสามารถระบุตัวชายไทยรายนี้ได้

ต่อมาในวันที่ 28 ก.ย. หรือ 5 วันหลังเกิดเหตุ ชายไทยรายดังกล่าวถูกตำรวจสถานีตำรวจมกโพจับกุมในอีกคดีหนึ่ง ฐานต้องสงสัยเกี่ยวกับการเสพหรือกระทำความผิดตามกฎหมายควบคุมยาเสพติด โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จับกุมเขาได้ที่บ้านพักในพื้นที่พยองดง เมืองกวางจู ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวน

วันที่ 1 ตค. ศาลได้ออกหมายควบคุมตัว ขณะที่ชายรายนี้ถูกควบคุมอยู่ที่สถานีตำรวจมกโพ จากนั้นตำรวจสถานีกวางซานได้เดินทางไปสอบสวนเขาเกี่ยวกับคดีชนแล้วหนี

ในช่วงแรกผู้ต้องสงสัยปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่หลังตำรวจนำพยานหลักฐานและเบาะแสต่าง ๆ มาสอบถามอย่างต่อเนื่อง เขายอมรับว่าเป็นผู้ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าชนเด็กหญิงและหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ ส่วนหญิงไทยอีกคนซึ่งโดยสารมากับชายรายนี้ในขณะเกิดเหตุ ได้แจ้งตำรวจว่าเธอมีความประสงค์จะเข้ามอบตัวและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ตำรวจจะสอบสวนเพิ่มเติมถึงรายละเอียดการหลบหนีหลังเกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของผู้ต้องสงสัย ตลอดจนตรวจสอบว่าหญิงไทยที่โดยสารมาด้วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุหรือการหลบหนีหรือไม่ ก่อนพิจารณาดำเนินคดีในขั้นต่อไป

ตามกฎหมายว่าด้วยการลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับอาชญากรรมเฉพาะประเภท ผู้ขับขี่ที่หลบหนีจากที่เกิดเหตุโดยไม่ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ อาจต้องโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 ล้านวอนถึง 30 ล้านวอน หรือประมาณ 120,000–720,000 บาท

ตำรวจระบุว่าจะตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับชายไทยรายนี้ หลังการสอบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดเสร็จสิ้น.

ที่มา Maeil / Sedaily / Asia Business Daily

ความคิดเห็น