กัมพูชาแถไม่เลิก โต้ข่าวสื่อไทย ยกขอมเก่าแก่กว่า แต่ไม่ตอบปมที่มาภาพหญิงไทย
Phnom Penh Post เผยแพร่บทความความคิดเห็นของนักเขียนรับเชิญชาวกัมพูชา หลังข่าวสดอังกฤษ รายงานกรณีนำภาพหญิงไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ไปนำเสนอเป็นชาวเขมร ผู้เขียนยกประวัติศาสตร์อาณาจักรขอมที่เก่าแก่กว่าสุโขทัยและอยุธยา แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานใหม่เกี่ยวกับต้นกำเนิดของภาพที่เป็นประเด็น
เว็บไซต์ Phnom Penh Post ของกัมพูชา เผยแพร่บทความความคิดเห็นเรื่อง “The Weight of Civilisational Antiquity: A Historical Response to Khaosod English” เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 เพื่อตอบโต้รายงานของข่าวสดอังกฤษเกี่ยวกับภาพถ่ายเก่าที่ถูกนำเสนอว่าเป็นภาพชาวเขมร ทั้งที่ฝ่ายไทยตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพบุคคลในประเทศไทย
บทความเขียนโดย Tesh Chanthorn นักเขียนรับเชิญซึ่งแนะนำตัวว่าเป็นพลเมืองกัมพูชาผู้ปรารถนาสันติภาพ โดยข้อความท้ายบทความกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า เนื้อหาทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน
ผู้เขียนไม่ได้โต้แย้งรายละเอียดของภาพถ่ายโดยตรง แต่เบี่ยงประเด็นไปอธิบายลำดับเวลาและความเก่าแก่ของอารยธรรมขอม พร้อมเรียกร้องให้การพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย–กัมพูชาอ้างอิงหลักฐานและไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยความภาคภูมิใจทางชาติเพียงอย่างเดียว
ยกปี 802 เทียบการก่อตั้งสุโขทัยและอยุธยา
Tesh Chanthorn อ้างถึงปี ค.ศ. 802 หรือ พ.ศ. 1345 ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประกอบพระราชพิธีขึ้นเป็นจักรพรรดิ บริเวณพนมกุเลน เหตุการณ์นี้มักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรขอมในยุคเมืองพระนคร
จากนั้นผู้เขียนนำมาเปรียบเทียบกับอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเริ่มก่อตั้งเป็นรัฐอิสระราวปี ค.ศ. 1238 และกรุงศรีอยุธยาที่ก่อตั้งขึ้นราวปี ค.ศ. 1350–1351 จึงสรุปว่าอาณาจักรขอมถือกำเนิดก่อนสุโขทัยประมาณ 436 ปี และก่อนอยุธยาราว 548–549 ปี
อย่างไรก็ตาม เจ้าของบทความยอมรับว่า ไม่ควรสรุปจากตัวเลขดังกล่าวว่า “กัมพูชาเก่ากว่าประเทศไทย 550 ปี” เพราะอาณาจักรอยุธยาไม่ใช่จุดเริ่มต้นของประเทศไทยในฐานะรัฐสมัยใหม่ ขณะที่ชื่อประเทศไทยเพิ่งถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการในศตวรรษที่ 20
ชี้ประวัติศาสตร์ขอมเก่าแก่กว่ายุคเมืองพระนคร
บทความยังกล่าวถึงอาณาจักรฟูนันและเจนละ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนยุคเมืองพระนคร เพื่ออธิบายว่าดินแดนแถบนี้มีชุมชน การปกครอง ศาสนา และการค้าระหว่างภูมิภาคมาเป็นเวลานาน ก่อนเกิดพรมแดนของประเทศสมัยใหม่
ผู้เขียนยังยกนครวัด ปราสาทบายน ระบบจัดการน้ำ และผังเมืองของอาณาจักรขอมขึ้นมาเป็นหลักฐานแสดงความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ศิลปะและการบริหาร พร้อมเรียกร้องให้มีการศึกษาและอนุรักษ์มรดกเหล่านี้อย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าการยอมรับความเก่าแก่ของอารยธรรมขอมไม่ควรถูกใช้เพื่อลบล้างประวัติศาสตร์ของชาวไทยหรือชนชาติอื่น เพราะอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างแลกเปลี่ยน รับอิทธิพล และแข่งขันกันมาอย่างต่อเนื่อง
แม้บทความจะอธิบายประวัติศาสตร์อาณาจักรขอมอย่างละเอียด แต่ไม่ได้เสนอหลักฐานใหม่เกี่ยวกับภาพถ่ายที่เป็นต้นเหตุของข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นชื่อช่างภาพ แหล่งจัดเก็บ หมายเลขเอกสาร คำบรรยายต้นฉบับ วันและสถานที่ถ่ายภาพ ตลอดจนความเห็นจากนักวิชาการด้านเครื่องแต่งกาย
ดังนั้น การพิสูจน์ว่าบุคคลในภาพเป็นชาวไทยหรือชาวกัมพูชา จึงไม่สามารถตัดสินได้จากการเปรียบเทียบว่าอาณาจักรใดก่อตั้งก่อนกัน แต่ต้องตรวจสอบประวัติของภาพแต่ละใบจากเอกสารต้นฉบับและหลักฐานทางหอจดหมายเหตุ
บทความของ Tesh Chanthorn ปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าร่วมกัน รวมถึงอนุรักษ์มรดกที่ได้รับจากบรรพบุรุษ แทนการใช้ประวัติศาสตร์สร้างความเป็นศัตรูระหว่างประชาชนสองประเทศ
อย่างไรก็ดี เช้าวันนี้ ซาบีดา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ออกมาแถลงยืนยันชัดเจนแล้วว่า ภาพที่กองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชาเอามาอ้างนั้น เป็นภาพสตรีกำแพงเพชร ในสมัยรัชการที่ 5 และถูกจัดเก็บฟิล์มกระจก โดยกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก กับยูเนสโก เมื่อปี 2018
เรียบเรียงจาก Phnom Penh Post: The Weight of Civilisational Antiquity