คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

ฮุบ 6 พันไร่ รุกป่าซับน้ำปลูกขิง คนไชยปราการผวา นายทุน เทยาฆ่าหญ้าลงแหล่งน้ำ

ที่มา: มติชน

ฮุบ 6 พันไร่ รุกผืนป่าต้นน้ำ ปลูกขิง คนไชยปราการผวา นายทุน เทยาฆ่าหญ้าลงแหล่งน้ำ ชีวะภาพ จี้ กรมป่าไม้ งัด ม.25 จี้ป่าไม้ รื้อถอนด่วน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายเชาวลิต ศรีธเนศสกุล ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำจากเขื่อนแม่ทะลบ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายรัศมี แสนนามวงค์ ที่ปรึกษากลุ่มผู้ใช้น้ำและคณะเพื่อติดตามตรวจสอบขบวนการรุกป่าปลูกขิงในพื้นที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่อาคารรัฐสภา

นายเชาวลิต ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้พื้นที่ป่าหลายพันไร่ถูกตัดโค่นทำลายทุกวัน แม้ล่าสุดตำรวจสอบสวนกลางจะลงพื้นที่จับกุมดำเนินคดีไปแล้ว 5 แปลง แบ่งเป็นป่าสงวน 3 แปลง, อุทยานฯ 2 แปลง แต่กลุ่มนายทุนและผู้บุกรุกก็ยังคงเข้าไปดูแลไร่ขิงตามปกติ ซ้ำร้ายยังมีการใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดรุนแรงที่สุดเพื่อคุมหน้าดิน ส่งผลให้สารพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำเขื่อนแม่ทะลบ ซึ่งชาวบ้านต้องใช้ผลิตน้ำประปาและเลี้ยงสัตว์

นายเชาวลิต กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบขบวนการหาผลประโยชน์ เพราะการปลูกขิงต่างจากข้าวโพดตรงที่ต้องใช้รถไถเข้าพรวนดินลึก 1 แปลงต้องใช้รถไถ 3-4 คัน โดยกลุ่มนี้กล้านำเครื่องจักรขึ้นไปไถบนภูเขาสูงชันเกิน 30 องศา สิ่งที่น่าตกใจคือ มีการเรียกเก็บ “ส่วยรถไถ” จากกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในราคาแพงหูฉี่ถึงไร่ละ 6,500 – 8,000 บาท จากราคาปกติ 2,000 – 2,500 บาท ซึ่งเป็นช่องทางฟอกเงินส่วยอย่างแนบเนียน ก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่จะลงตรวจ พบว่ามีการขนย้ายรถไถกว่า 30 คันหนีออกจากพื้นที่อย่างมีเงื่อนงำ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยมีการทำหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรมเมื่อ 25 มิถุนยน 2569 ระบุรายชื่อผู้กระทำผิดชัดเจน 93 ราย บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ ทั้งในเขต อ.อ.ป., ป่าสงวนฯ และ คทช. แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ซ้ำทาง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ไปแจ้งความไว้ แต่กลับระบุว่า “ยังไม่ประสงค์ร้องทุกข์ดำเนินคดี” และรีบทำหนังสือขอคืนพื้นที่จาก สภ.ไชยปราการ โดยอ้างว่าจะนำไปปลูกป่า ทั้งที่ความจริงผู้บุกรุกยังคงทำกินอยู่เต็มพื้นที่ ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำฯ จึงขอวิงวอนให้ กมธ.สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการขั้นเด็ดขาด ก่อนที่หายนะทางธรรมชาติและชีวิตของประชาชนนับหมื่นใน 3 อำเภอจะต้องสังเวยให้กับความโลภของนายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต

ด้านนายชีวะภาพ กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การบุกรุกป่าธรรมดา แต่นิติวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า “ขบวนการปลูกขิง” คือฆาตกรหมายเลขหนึ่งที่ทำลายป่าต้นน้ำเชียงใหม่ สร้างความเสียหายปีละนับหมื่นๆ ไร่ ภาพถ่ายดาวเทียมฟ้องชัดว่านายทุนระดมเครื่องจักรหนัก แบคโฮ เข้าไปเปิดป่าใหม่กว่า 40 จุดในเวลาไม่กี่สิบวัน โค่นต้นไม้ใหญ่แล้วเอาซากหมกฝังดินอย่างไม่ไยดี ก่อนล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นพื้นที่สุดลูกหูลูกตา เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์จากการปลูกขิงแค่หนึ่งฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ป่าเถื่อนและรับไม่ได้ที่สุด

“มันน่าเศร้าที่ต้องเอาพื้นที่ฟองน้ำซับน้ำของประเทศ ไปแลกกับผลผลิตเกษตรแค่ตรงนี้ ซ้ำร้ายยังมีการใช้ยาฆ่าแมลงชนิดรุนแรงสุดขีด สารพิษเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ไชยปราการ แต่มันไหลปนเปื้อนลงแม่น้ำปิง ทะลุเข้าตัวเมือง และส่งผลกระทบยาวมาถึงปลายน้ำ นี่คือต้นตอของวิกฤตฝนแล้ง-น้ำท่วม ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่” นายชีวะภาพ ระบุ

พร้อมกันนี้ นายชีวะภาพ ยังได้สับแหลกการทำงานของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป่าไม้, องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) และ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มีการนำพื้นที่หลวงไปให้เช่าช่วงทำประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นการทำผิดกฎหมายชัดเจน

ประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ กล่าวว่า วันนี้หน่วยงานรัฐจะใช้แค่กลไกเดิมๆ รอกระบวนการแจ้งความที่วนอยู่ในอ่างไม่ได้อีกต่อไป ต้องงัด กลยุทธ์เชิงรุก โดยสั่งการจี้ให้ กรมป่าไม้ และ อ.อ.ป. บังคับใช้ มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ลุยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพืชผลอาสินของกลุ่มทุนทันที โดยไม่ต้องรอศาลสั่ง เพื่อสกัดกั้นการทำลายป่าและหยุดยั้งสารเคมีลงแหล่งน้ำอย่างเร่งด่วนที่สุด

“การรื้อถอนด้วยมาตรา 25 แทบไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรเลย ผมเคยไปทำให้ดูแล้ว วันนี้ต้องปัดฝุ่น คทช. ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าที่ดินรัฐเอาไปปล่อยเช่าช่วงไม่ได้ ใครทำต้องยึดคืนและดำเนินคดี รวมถึงจัดการประเด็น ‘ส่วย’ อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ กรมการปกครองต้องเอาผิดผู้นำท้องถิ่นที่รู้เห็นเป็นใจ ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ด้วย” นายชีวะภาพกล่าว.

ด้าน นายธีระนันท์ เฉลยวิมาน หนึ่งในตัวแทนที่เข้าให้ข้อมูล ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจต่อหน้าประธาน กมธ. ว่า แปลงที่ดินที่กำลังถูกกลุ่มนายทุนบุกรุกอย่างหนักในขณะนี้นั้น มีประวัติศาสตร์ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของชาวบ้าน โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินผ่านบริเวณจุดนี้โดยเฮลิคอปเตอร์ และทอดพระเนตรเห็นการตัดไม้ทำลายป่าจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นจำนวนมาก ระหว่างทางเสด็จฯ ไปยังดอยอ่างขาง พระองค์ได้กราบนิมนต์ “ครูบาดวงคำ” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าไม้แดง พระเจ้าพรหมมหาราช อ.ไชยปราการ เพื่อขอให้ช่วยฟื้นฟูผืนป่าแห่งนี้

นายธีรนันท์ กล่าวว่า จากพระราชเสาวนีย์ในวันนั้น ได้ก่อเกิดเป็น “โครงการน้ำแลกป่า” โดยมีการต่อท่อน้ำจากบนภูเขาลงมาให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ใช้ฟรีๆ ถึงเกือบ 20,000 หลังคาเรือน เพื่อแลกกับคำสัญญาที่ว่า เมื่อถึงหน้าแล้งที่มีไฟป่า ชาวบ้านต้องช่วยกันดับไฟ และเมื่อถึงหน้าฝน จิตอาสา พ่อค้า ประชาชน ตลอดจนนักเรียนนักศึกษา จะต้องจับมือกันขึ้นไปปลูกป่า ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันทำภารกิจนี้ด้วยความจงรักภักดีมาตั้งแต่ปี 2535 จนพลิกฟื้นจากป่าหัวโล้น ให้กลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และหนาทึบในปัจจุบัน

“แต่สิ่งที่น่าสลดใจและช้ำใจที่สุดในวันนี้ คือป่าทึบที่เราช่วยกันดูแลรักษา กลับถูกตัดทำลายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ไร่ เพื่อนำไปปลูกขิง พวกเราในฐานะภาคประชาชน ขอวิงวอนให้ท่านประธานฯ และหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการย่ำยีผืนป่าที่เป็นดั่งพระราชเสาวนีย์ของพระพันปีหลวง พวกเราพยายามปกป้องและปฏิบัติหน้าที่มาอย่างดีงามโดยตลอด แต่ ณ วันนี้ มันเกินกำลังของภาคประชาชนที่จะต้านทานไหวแล้วจริงๆ” นายธีรนันท์ กล่าว.

ความคิดเห็น