“เอกนิติ” ถก กกร. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และแผน “Reinvent Thailand” ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งเป้าดันจีดีพีโตเกิน 3% มุ่งเป้าประเทศรายได้สูงใน 12 ปี เร่งออกแผนปฏิบัติการดึงเอกชนเป็นทัพหน้า ดึง SME เชื่อมห่วงโซ่อุปทาน สร้างการเติบโตทั่วถึง-ลดความเหลื่อมล้ำ
21 ก.ย. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธานคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เปิดเผยว่า การหารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อติดตามความคืบหน้า และวางแผนยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดตัวชี้วัดหลักในเชิงเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้ สามารถวัดผลและจับต้องได้จริง ได้แก่ การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี ให้มากกว่า 3% ภายในปีหน้า เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศเป็น 30% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ 22–23% ผ่านนโยบายใช้การลงทุนนำ (Investment-Led Growth Policy)
อีกด้านหนึ่ง จะต้องเร่งเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยขึ้นสู่อันดับที่ 20 ของโลกภายใน 4 ปี จากปัจจุบันที่อันดับ 26 ทั้งหมดนี้เพื่อไปสู่เป้าหมายระยะยาว ในการนำพาประเทศไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ใน 12 ปี
โดยที่ประชุมได้เห็นพ้องในการเชื่อมโยงคณะทำงาน Reinvent Thailand ทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจของ กกร. กับ 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนแผน Quick Big Win ของอนุกรอ. เข้าด้วยกัน โดย 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ประกอบด้วย
- เกษตรและการแปรรูปอาหาร
- ยานยนต์
- การค้าปลีกและการค้า
- อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
- การแพทย์และเวลเนส
- การท่องเที่ยว
- เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ในการนี้ จะเร่งกำหนดกรอบการทำงาน (Framework) เพื่อลำดับความสำคัญของข้อเสนอของภาคเอกชน ซึ่งจะมีการพิจารณาควบคู่กับความพร้อมของภาครัฐ และเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง โดยจะแยกเป็นมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงโครงสร้าง
การร่าง Framework มีกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ ก่อนจะนำข้อเสนอที่ได้ไปหารือกับรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ เพื่อนำเสนอต่อไปยังที่ประชุม กรอ. ชุดใหญ่ ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายใน 4 สัปดาห์
แนวทางที่มีขึ้นจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาเร่งด่วนและลดต้นทุน (Stabilize today), 2. การเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี (Transition now) และ 3. การวางรากฐานการลงทุน พัฒนาทักษะและโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่ออนาคต (Invest for tomorrow)
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จะให้ภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ขณะที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุนด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI พลังงานสะอาด และระบบการเงินตลาดทุน โดยมีกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็น "กองหลัง" ช่วยดูแลเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง
“การขับเคลื่อนการลงทุนในปัจจุบัน ต้องเชื่อมโอกาสจากตลาดโลกให้ไปสู่ผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อสร้าง ‘โลคัลแชมเปียน’ จากนั้นต้องดึง SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน สร้างการจ้างงานในประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นการปรับโครงสร้าง กระจายโอกาส ยังลดความเสี่ยงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบ K-shape ได้ด้วย”
‘สมาคมธนาคารไทย’ เร่งกระจายการเติบโต หนุนเงินทุนเพิ่มขีดความสามารถ
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน (กกร.) กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้เป็นการยืนยันกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยได้กำหนดบทบาทและแกนนำที่ชัดเจนทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนครอบคลุมทั้ง 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
ทั้งนี้ ใน 1 เดือน คณะทำงานในแต่ละอุตสาหกรรมจะลงรายละเอียดในหมุดหมายที่สำคัญ (Milestones) แล้วนำกลับมาเสนอต่อ กรอ. ชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
สำหรับผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งจะต้องกระจายตัวไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัว พร้อมส่งผ่านประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ รายกลาง ไปจนถึงรายเล็ก ตลอดจนสร้างการจ้างงานและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งทุกขั้นตอนต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน
ในมิติทางการเงิน สมาคมธนาคารไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง จะให้การสนับสนุนด้านการเงินและตลาดทุน เพื่อช่วยเชื่อมโยงและสนับสนุนความต้องการทางการเงินของภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างตรงจุด
“Reinvent Thailand ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความเห็น แต่เป็นกลไกที่เชื่อมต่อภาครัฐกับเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องมีการผลักดันข้อเสนอต่าง ๆ ให้นำไปสู่การปฏิบัติ ผ่านการกำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบันพร้อมให้การสนับสนุน”
‘หอการค้าฯ’ ย้ำ Action Plan เห็นผลใน 3 เดือน เชื่อมห่วงโซ่ไทย-อาเซียน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรอ. จะนำข้อเสนอจาก 7 อุตสาหกรรมมาทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจน เน้นให้เห็นผลสัมฤทธิ์และดำเนินการได้ทันทีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมทั้งวางแนวทางระยะยาวควบคู่กันไป
ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งที่นำมาต่อยอดได้หลายด้าน เช่น เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวคุณภาพ การค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญในการเดินหน้าเศรษฐกิจไทยคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs รวมถึงภาคธุรกิจในระดับภูมิภาค สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างแท้จริง
“สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือการลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย พร้อมขยายโอกาสการค้าด้วยการเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานอาเซียน ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน”
‘ส.อ.ท.’ ชูไฮเทค-อิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยง ‘เกษตรกร-SME’ ไทย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ Reinvent Thailand จะเน้นยกระดับเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น เกษตรกร และ SME เข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เช่น OEM และผู้ซื้อรายใหญ่ ผ่านการจับคู่ทางธุรกิจและสร้างตลาดร่วมกัน
โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จะต้องเชื่อมโยงกับฐานผลิตเดิมของผู้ประกอบการไทย โดยเน้นยกระดับทักษะแรงงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และพัฒนาโครงสร้างด้านพลังงาน ที่เป็นพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้
“ไทยจำเป็นต้องสร้างการเติบโตทางอุตสาหกรรมโดยมุ่งเน้นกลุ่มไฮเทคและไฮทัช โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์เดิม รวมถึงต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่ประเทศ”