กรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่หลักของ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ (Data Center) ในประเทศไทย แต่การขยายตัวในเมืองกำลังเจอกับข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งเรื่องผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ ขณะเดียวกันกติกาใหม่ด้านทำเลและค่าไฟฟ้ากำลังเข้ามามีผลต่อต้นทุนของธุรกิจมากขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้ว 73 แห่ง โดยประมาณ 63% อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มี 14 แห่ง หรือประมาณ 19% และพื้นที่อื่นๆ 13 แห่ง หรือประมาณ 18% ของทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นภาพว่าความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ยังอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ขณะเดียวกันการเพิ่มโครงการในพื้นที่เมืองต้องพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบต่อพื้นที่ให้รอบด้านมากขึ้น
กรุงเทพฯ รับได้แค่ไหน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 1.2 เมกะวัตต์ต่อแห่ง ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบ ไฮเปอร์สเกล (Hyperscale) อาจใช้ไฟฟ้าสูงถึง 200 เมกะวัตต์ต่อแห่ง
ความแตกต่างของขนาดการใช้ไฟฟ้าทำให้ความต้องการด้านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานต่างกันตามไปด้วย โครงการขนาดใหญ่ต้องมีพื้นที่รองรับ ระบบไฟฟ้า และน้ำในปริมาณมาก จึงมีแนวโน้มเหมาะกับพื้นที่นอกเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับมากกว่า
สำหรับกรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าบทบาทควรอยู่กับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กที่จำเป็นต้องตั้งอยู่ใกล้ผู้ใช้งาน เช่น ระบบที่ต้องการความหน่วงต่ำ การกำหนดขนาดและจำนวนโครงการจึงต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่
ประเด็นที่ต้องระวังคือ หากจำกัดโครงการขนาดใหญ่ในเมือง แต่ปล่อยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กเข้ามาจำนวนมาก ก็อาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของโครงการในรูปแบบอื่น และเพิ่มภาระให้กับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้เช่นกัน
กติกาเข้มงวดขึ้น
ข้อจำกัดด้านผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อชุมชน ทำให้แนวทางกำกับดูแลต้องละเอียดขึ้น โดยมีทั้งการกำหนด โซนนิง (Zoning) เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม การแยกค่าไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ การจัดทำแผนบริหารน้ำ รวมถึงมาตรฐานด้านอัคคีภัย เสียง และความร้อน
การควบคุมจะครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเปิดโครงการไปจนถึงช่วงที่เปิดให้บริการแล้ว โครงการใหม่จะต้องผ่านการคัดกรองที่เข้มขึ้น ทั้งในเรื่องทำเลและความพร้อมของพื้นที่ ส่วนโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วก็ยังต้องได้รับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกติกาด้านพื้นที่เข้มขึ้น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีแนวโน้มกระจายออกไปยังพื้นที่นอกเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอสำหรับรองรับโครงการขนาดใหญ่
ค่าไฟเพิ่ม ต้นทุนขยับ
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือค่าไฟฟ้า โดยกติกาใหม่มีแนวทางให้ต้นทุนไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์สะท้อนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น ทั้งต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและความต้องการด้านความมั่นคงของระบบ
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายไม่ให้ต้นทุนจากการรองรับโหลดขนาดใหญ่ถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ขณะเดียวกันก็หมายถึงต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์อาจเพิ่มขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากค่าไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหน่วย จากอัตราปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเฉลี่ย 1.2 เมกะวัตต์ในกรุงเทพฯ อาจมีต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มประมาณ 10-14 ล้านบาทต่อแห่งต่อปี
ตัวเลขนี้ทำให้เรื่องค่าไฟฟ้าต้องถูกนำมาคิดควบคู่กับการเลือกทำเล เพราะการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าพื้นที่นั้นมีไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอหรือไม่ รวมถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการรองรับโครงการด้วย
ในภาพรวม กรุงเทพฯ จึงยังมีบทบาทกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องอยู่ใกล้ผู้ใช้งาน ขณะที่โครงการขนาดใหญ่มีแนวโน้มมองหาพื้นที่ที่รองรับการใช้ทรัพยากรและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้มากกว่า เพื่อให้การขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลเดินไปพร้อมกับขีดความสามารถของพื้นที่