หลังผ่านไป 5 วัน กับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ หลายจุดเริ่มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ถนนสายหลักส่วนใหญ่กลับมาสัญจรได้ การจราจรเริ่มเคลื่อนตัวได้คล่องขึ้น ขณะที่ กทม. เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนและถนนที่ยังมีน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเขตลาดกระบัง ที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำจากฝั่งตะวันออกและคลองประเวศบุรีรมย์
วันนี้ (30 ก.ย. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปก.ช.) ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า หลักการระบายน้ำต้องเอาน้ำลงคลองก่อน เพราะน้ำในกรุงเทพฯ ยังไงก็ต้องลงคลอง ก่อนระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา โดยกรุงเทพฯ มีคลองหลัก 4 เส้น ได้แก่ คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์
นายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว เมื่อระดับน้ำในคลองลดลง ก็สามารถเริ่มดึงน้ำจากถนนและชุมชนเข้ามาได้ คาดว่าวันนี้ถึงวันพรุ่งนี้ ทั้ง 3 คลองจะดีขึ้น และถนนสายหลักประมาณ 95% น่าจะแห้ง
“พอน้ำในคลองลด บางทีน้ำในชุมชนมันไม่ออกเองโดยอัตโนมัติเพราะมันเข้ามาผิดวิธี ก็ต้องเอาปั๊มเล็กปั๊มน้อยเข้าไปช่วยสูบออกใส่คลอง” นายชัชชาติกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อเวลา 03.30 น. ได้นำปั๊มพญานาคจากต่างจังหวัดมาช่วยสูบน้ำที่แจ้งวัฒนะ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ระดับน้ำลดลงถึง 15 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตาม จุดที่กรุงเทพฯ กังวลมากที่สุดคือ คลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งไหลไปยังเขตลาดกระบัง เนื่องจากเป็นคลองที่มีความยาว และลาดกระบังยังต้องรับน้ำจากพื้นที่ด้านบนฝั่งตะวันออกด้วย โดยเมื่อวานนี้ พื้นที่สายไหมมีน้ำในคลองข้ามคันเข้ามาเติม จึงต้องหาแนวทางทำงานร่วมกัน
สำหรับน้ำที่มาจากทางเหนือ นายชัชชาติ กล่าวว่า พื้นที่ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาต้องเสริมคันให้ดี โดยหัวใจสำคัญคือการแยกบริหารจัดการน้ำเหนือออกจากน้ำฝน
“น้ำเหนือบริหารโดยใช้คันกั้นน้ำหรือเขื่อนที่มีความสูงกว่า 3 เมตรขึ้นไป ปัจจุบันระดับน้ำยังคงมีระยะห่างปลอดภัย แต่ต้องไปดูแลจุดฟันหลอและจุดที่น้ำรอดซึม” นายชัชชาติ กล่าว
ส่วนการระบายน้ำจากคลองลงแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าน้ำในคลองตลอด ทำให้กรุงเทพฯ ต้องใช้วิธีสูบน้ำข้ามคันทั้งหมด
นายชัชชาติ กล่าวว่า น้ำเหนือสามารถพยากรณ์ และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ง่ายกว่า แต่น้ำฝนยังพยากรณ์ได้ยาก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีโมเดลที่มีความแม่นยำเพียงพอ โดย กทม. กำลังพัฒนาโมเดลทางคณิตศาสตร์ เพื่อช่วยให้การพยากรณ์แม่นยำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้คลอง เช่น คลองลาดพร้าวบริเวณโยธินพัฒนา หรือคลองแสนแสบ ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำด้วย
ส่วนระบบ Cell Broadcast นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นระบบใหม่ที่ยังไม่มีความคุ้นชินมากนัก และอาจต้องปรับปรุงขั้นตอนการทำงานภายในฝ่ายต่าง ๆ ของ กทม. เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความแม่นยำ และไม่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
สำหรับการฟื้นฟูหลังน้ำลด นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัญหาหลักคือขยะชิ้นใหญ่ เช่น โซฟาและที่นอน จึงได้สั่งการให้เร่งเก็บในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว เช่น ชุมชนชินเขต และชุมชนท่าทราย พร้อมประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงกองทัพ นำรถเข้ามาช่วยขนย้าย เนื่องจากประชาชนไม่สามารถขนย้ายเองได้ และไม่ควรต้องอยู่อาศัยท่ามกลางขยะเหล่านี้ และหลังเก็บขยะชิ้นใหญ่แล้ว จะเริ่มทำ Big Cleaning โดยมีแนวคิดจ้างงานกลุ่มคนไร้บ้าน หรือผู้ที่ต้องการงาน เข้ามาช่วยทำความสะอาดและฟื้นฟูเมือง
นอกจากนี้ กทม. ยังวางแผนฟื้นฟูร่วมกับนักเรียนช่างจากสถาบันอาชีวศึกษา โดยจะตั้งศูนย์ช่วยเหลือซ่อมแซมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จมน้ำ รวมถึงจัดส่งยาและเวชภัณฑ์กระจายไปยังพื้นที่ประสบภัย
ด้านการเดินทาง นายชัชชาติ กล่าวว่า ถนนสายหลักส่วนใหญ่สามารถเปิดการจราจรได้เป็นหลักแล้ว ยกเว้นบริเวณเขตลาดกระบัง
ขณะเดียวกัน การที่เรือโดยสารหยุดให้บริการส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้บริการประมาณ 40,000 คนต่อวัน ทำให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์บนถนนมากขึ้น กทม. จึงจัดรถเข้ามาช่วยให้บริการเสริม โดยประชาชนสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1555 และขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home เพื่อลดปริมาณรถบนท้องถนน
ส่วนกรณีรถยนต์ที่นำไปจอดหนีน้ำท่วมบนสะพาน มีประมาณ 2,000 คัน เจ้าหน้าที่ กทม. ได้ออกไปดูแลและอำนวยความสะดวกตั้งแต่เวลา 04.00 น.
สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม. ใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบของ ปภ. จำนวน 5 รายการ เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริง และ กทม. เพิ่มการช่วยเหลืออีก 2 รายการ คือ ค่าเช่าบ้าน และค่าช่วยเหลือเพิ่มเติมตามจริง ซึ่งขณะนี้ กทม. อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถถ่ายรูปและยื่นหลักฐานประกอบการขอรับเงินเยียวยา
ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาล ซึ่งจะพิจารณาจ่ายตามหลักเกณฑ์และความเสียหายจริง ไม่ได้หมายความว่าจะจ่ายเป็นเงินก้อนเดียวเท่ากันทุกคน เนื่องจากความเสียหายของแต่ละบ้านไม่เท่ากัน และต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการจ่ายเงินช่วยเหลือ