คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

จับตาเขย่าบอร์ด ‘BCP-MFC’ ประชุมผู้ถือหุ้นชี้ชะตา เม.ย.70 จับตาเขย่าบอร์ด ‘BCP-MFC’ ประชุมผู้ถือหุ้นชี้ชะตา เม.ย.70 30 ต.ค. 2569 | 06:00 น.

ที่มา: bangkokbiznews.com

จับตา “เอฟเฟกต์” ปมขยายผล “คดีฟอกเงินตลาดทุน” ผ่าน 3 หุ้น “บีซีพี-เอ็มเอฟซี-วีจีไอ” สะเทือนผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารบอร์ดใหม่ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเดือนเม.ย. 70

- การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของ BCP และ MFC ในเดือนเมษายน 2570 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ครั้งสำคัญ

- การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลกระทบจากคดีฟอกเงินข้ามชาติที่ ปปง. ได้ยึดอายัดหุ้นของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากมีการขายทอดตลาดอาจนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท

- มีแนวโน้มว่า BCP อาจมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธานกรรมการคนใหม่ ซึ่งปัจจุบันคือ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข

- นายณัฐกร อธิธนาวานิช ซึ่งเป็นกรรมการในสัดส่วนของกลุ่มทุนที่ถูกอายัดทรัพย์สิน มีโอกาสต้องออกจากตำแหน่งในบอร์ด BCP เนื่องจากขัดต่อข้อบังคับใหม่ของบริษัท

- นอกจาก BCP แล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการของ MFC ในการประชุมครั้งนี้ด้วย

ฤดูกาลการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.ของทุกปี แต่ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2570 กำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งถูกจับตามองถึงการเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท” (บอร์ด) โดยเฉพาะ 3 บริษัท ได้แก่

1.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

2.บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน)

3.VGI และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC

ทั้งนี้ สะท้อนจาก 3 บริษัท (BCP-VGI-MFC) ถูกเชื่อมโยงเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ “เบน สมิธ-ยิม เลียก” ที่นำเงินจากการกระทำความผิดฉ้อโกงนักลงทุนและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาซุกซ่อนผ่าน “บัญชีธนาคาร” และ “กองทุนในต่างประเทศ”

ก่อนนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จนพบความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกสั่งยึดและอายัดสูงประวัติศาสตร์กว่า 26,000 ล้านบาท

แต่เข้ามาลงทุนใน 3 หลักทรัพย์ (หุ้น) มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท โดยภายหลังการยึดอายัดของ ปปง.แล้วอาจมีการนำหุ้นออกมาขายทอดตลาดจะนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่อด้วยกรรมการบริษัท

BCP-MFC ถูกจับตามองพิเศษ

ขณะที่ช่วงเดือน เม.ย.2570 คาดว่า BCP-MFC-VGI จะเปิดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ที่คาดว่าในปี 2570 จะไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงานผลประกอบการ หรือ การจ่ายเงินปันผลตามปกติ แต่คาดว่าจะมีวาระการเปลี่ยนโครงสร้างฝ่ายบริหาร และกรรมการบอร์ดใหม่ โดยเฉพาะใน BCP และ MFC

ช่วงที่ผ่านมา BCP มี “กลุ่มทุนใหม่” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องและถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด (AC Energy) เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนประมาณ 16.82-20% (ถือหุ้นโดย อัลฟ่า โกลบอล 51% และ Angkor Insurance S.A. ในเครือ Chartered Group 49%)

สำหรับกลุ่มดังกล่าวกลายเป็นขึ้นมาช่วงเดือน ต.ค.2569 คณะกรรมการธุรกรรม ปปง.มีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นในตลาดทุนไทยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายกลุ่มทุนข้ามชาติ ซึ่งโยงใยถึงบุคคล เช่น นายเบน สมิธ และ นายยิม เลียก รวมทั้งออกหมายจับและตรวจสอบการถือครองหุ้นในบริษัท BCP , MFC และ VGI

แม้ที่ผ่านมา BCP ได้มีการปรับโครงสร้างบอร์ดและพยายามเพิ่มมาตรการ/ข้อบังคับเพื่อสกัดกั้นผลกระทบจากกลุ่มทุนดังกล่าว รวมถึงสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยได้ร่วมติดตามผลกระทบและธรรมาภิบาลในบริษัทแล้ว

จ่อเปลี่ยนประธานบอร์ด "พล.ต.อ.สุวัฒน์"

นอกจากนี้ ต้องจับตามองการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการ BCP โดยปัจจุบันคณะกรรมการของ BCP มีจำนวน 15 คน ประกอบด้วย

1.พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ

2.นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการ

3.นายประสงค์ พูนธเนศ รองประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ

4.นายณัฐกร อธิธนาวานิช กรรมการ

5.นายพลช หุตะเจริญ กรรมการ

6.นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กรรมการ

7.นางแพตริเซีย มงคลวนิช กรรมการ

8.นายธรรมยศ ศรีช่วย กรรมการอิสระ

9.นายปรเมธี วิมลศิริ กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ

10.นางปริศนา ประหารข้าศึก กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

11.นายไพโรจน์ กวียานันท์ กรรมการอิสระ

12.พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กรรมการอิสระ

13.นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณกรรมการอิสระ

14.นาย เสรี นนทสูติ กรรมการอิสระ

15.นาย อัชพร จารุจินดา กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ

รายงานข่าวระบุว่ามีแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงประธานกรรมการ BCP คนใหม่ โดยที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ เป็นประธานกรรมการตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.2568 หลังจากนั้นเข้าช่วงช่วงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างบริษัทหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น

"ณัฐกร" ขัดเงื่อนไขเป็นกรรมการ BCP

รวมถึงนายณัฐกร อธิธนาวานิช ที่เข้ามาเป็นกรรมการในสัดส่วนบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ซึ่งมีโอกาสต้องออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ที่ผ่านมา BCP แก้ไขข้อบังคับบริษัท (ข้อ 24) เพื่อกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ เช่น การห้ามไม่ให้กรรมการอยู่ในข่ายถูกอายัดทรัพย์สินโดย ปปง. หรือหน่วยงานรัฐ/ระหว่างประเทศ ซึ่งนายณัฐกร จะขาดขัดเงื่อนไขนี้ในการเป็นกรรมการ

จับตาเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการ MFC

รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับคณะกรรมการ MFC ซึ่งปัจจุบันมีกรรมการรวม 12 คน ประกอบด้วย

1.นาย ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ

2.นาย สุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ

3.นาย ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ

4.นางสาว จิตรา ณีศะนันท์ กรรมการ

5.นายจุมพล ริมสาคร กรรมการ

6.นายนรพรรษ เพ็ชรตระกูลกรรมการ

7.นางปิยหทัย ปิยะรัมย์ กรรมการ

8.นางสาวอมรรัตน์ จารุรัตน์ กรรมการ

9.นายศุภชัย สมเจริญกรรมการ, กรรมการอิสระ

10.นายสมบูรณ์ กิติญาณทรัพย์ กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ

11.นายสุดวิณ ปัญญาวงศ์ขันติ กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

12.นายอิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ

‘อัสสเดช’ ชี้ปราบทุนเทา หนุนเชื่อมั่นตลาดทุน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับสำนักงาน ปปง.และตำรวจสอบสวนกลาง

เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทยหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าสืบสวนตรวจสอบ

รวมทั้งเปิดเผยความคืบหน้าผ่านการแถลงข่าว โดยพร้อมดำเนินมาตรการกฎหมายทั้งออกหมายจับและการยึดทรัพย์สินตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งสะท้อนความจริงจังกับการผิดและส่งสัญญาณว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงเป็นการติดตามผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาดำเนินคดี แต่มีความสำคัญต่อการป้องปรามการกระทำผิดในอนาคต ซึ่งภาครัฐติดตามตรวจสอบและใช้มาตรการกฎหมายกับผู้ทำผิดตามพยานหลักฐานและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนต้องดำเนินการภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน

ย้ำติดตามซื้อขายข้อมูล บจ.ใกล้ชิด

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนไม่ขึ้นกับผลตอบแทนหรือโอกาสเติบโตบริษัทอย่างเดียว แต่รวมถึงความมั่นใจว่าตลาดมีระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบความผิดปกติ และจัดการกับการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม

ส่วนผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ถูกกล่าวถึงต้องแยกระหว่างพฤติกรรมผู้ถือหุ้นกับการดำเนินธุรกิจบริษัท โดยข้อมูลที่ได้รับระบุว่าประเด็นดังกล่าวจำกัดอยู่ในผู้ถือหุ้นส่วนบุคคล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง

ทั้งนี้ การแยกระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ทั้งที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้น กับกรณีที่เกิดขึ้นกับการดำเนินงานบริษัท และข้อมูลที่เปิดเผยต่อ ตลท.เพื่อให้ประเมินผลกระทบได้ถูกต้องและเป็นธรรมทุกฝ่าย

สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ถูกกล่าวถึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ผลประกอบการ ฐานะทางการเงิน หรือการบริหารงานของบริษัทหรือไม่ เพราะการมีชื่อผู้ถือหุ้นเกี่ยวข้องกรณีอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

"ไม่หมายความว่าปัจจัยพื้นฐานบริษัทจะเปลี่ยนแปลงไปทิศทางเดียวกันเสมอไป นักลงทุนควรติดตามข้อมูลผลประกอบการ งบการเงิน และคำชี้แจงเป็นทางการของบริษัทควบคู่”

ความคิดเห็น