เจ้าอาวาส ให้อภัย ไม่แจ้งความ‘วรเดช’ กล่าวหาไม่ใช่พระ ยันเอาผิด ป้าดา-พวก บุกรุกวัด
วันที่ 16 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความวัดป่าอดุลยาราม พร้อมคณะ ได้เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อทำการเซ็นเอกสารเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองโฉนดที่ดิน ประมาณ 21 ไร่ จากผู้บริจาคที่ดินเดิม คือ นายเฮียง พิมพ์ศรี มาเป็นชื่อ “วัดป่าอดุลยาราม” ซึ่งเสร็จสิ้นลงในเวลาประมาณ 11.00 น. หลวงพ่ออดุลฯ และทีมมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ก็ได้เดินทางกลับมาที่วัดป่าอดุลยาราม เพื่อแถลงข่าว นำโดยนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ท่ามกลางชาวบ้านที่เดินทางมานั่งรอฟังข่าวดีจากทางวัดและทีมทนาย
ในการแถลงข่าว นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการเดินทางไปโอนที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามให้กับชาวบ้านที่มารอฟัง โดยย้ำว่า ขณะนี้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของนายเฮียง ผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัด ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และกรณีที่ดินวัดป่าอดุลยารามนี้ จะถูกนำไปเป็นโมเดลให้กับวัดอื่น ๆ ได้ใช้เป็นต้นแบบในการโอนที่ดินจากผู้ศรัทธาให้เป็นของวัดอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้นกับวัดอื่น ๆ ในอนาคต
นายอนันต์ชัย กล่าวว่า ตนเองเคยพูดในหลายๆ ครั้งว่า ต่อให้คุณร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด คุณก็ไม่ดีวันที่จะได้วัดป่าอดุลยาราม และต่อให้ให้คุณเกิดกี่ภพกี่ชาติ คุณก็ไม่มีวันได้วัที่ดินวัดป่าอดุลยาราม และอีกเรื่องที่ตนเองเคยบอกว่าจะทำให้คุณดูเรื่องการโอนที่ดิน โดยไม่ง้อฝ่ายทายาทเจ้าของที่ดินเดิม แล้ววันนี้ก็เป็นจริง วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับ ไม่อยากจะพูดอะไรให้เป็นการกระทบกระเทือนฝั่งทายาทที่มีข้อพิพาทกับวัด
นายอนันต์ชัย กล่าวว่า วันนี้อยากจะกราบดวงวิญญาณของคุณตาเฮียง พิมพ์ศรี และทายาททุกคนที่ไม่คิดจะเอาที่ดิน ท่านเหล่านี้เป็นผู้มีคุณูปการในการสร้างวัด บุญกุศลในครั้งนี้ ถ้าคุณตาเฮียง รับรู้ได้บนสวรรค์ ท่านคงไปจุติอีกภพหนึ่งที่สูงกว่าเดิม เพราะว่าที่ดินวันนี้เป็นที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ถูกต้องครบถ้วน แล้วที่ตนพูดว่าหมัดน็อก ก็คือการโอนที่ดินมาเป็นของเป็นวัดป่าอดุลยาราม
“ขอกล่าวปิดตำนานวัดป่าอดุลยารามจากกรณีพิพาทในครั้งนี้ ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านที่ร่วมแรงร่วมใจ รวมกำลังในการที่ให้ที่ดินกลับคืนเป็นสาธารณสมบัติของวัด ต่อไปนี้แม้เราตายไปกี่ภพทีมชาติ ที่ดินก็ยังเป็นของวัด ซึ่งโฉนดที่ดินฉบับจริง หลวงพ่ออดุลฯ ได้มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาเก็บรักษาไว้แล้ว”นายอนันต์ชัย กล่าว
ด้าน น.ส.พัณณ์ชิตา ไชยเดช หรือ “ทนายฟ้าใส” บุตรสาวของทนายอนันต์ไชย ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับกลุ่มป้าดา พร้อมพวก ที่ร่วมกันบุกรุกวัด รวมทั้งการดำเนินคดีกับนายวรเดช ช่างบุ หรือ “ลุงแหวน ธานอส” อดีตที่ปรึกษากลุ่มทายาทนายเฮียง ซึ่งก่อนหน้านี้มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้ให้เวลานายวรเดช เดินทางมากราบขอขมาหลวงพ่ออดุลฯ จากกรณีที่ได้กล่าวหมิ่นประมาทหลวงพ่ออดุลว่า “มันไม่ใช่พระ มันไม่ใช่เจ้าอาวาส” ในรายการชื่อดังทางโทรทัศน์ ซึ่งครบกำหนด 7 วัน ในวันนี้
น.ส.พัณณ์ชิตา ชกล่าวว่า ทีมทนายได้มีการทำสำนวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายวรเดช เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะการไล่ย้อนดูเทปที่นายวรเดช ไปออกรายการโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ซึ่งมีการกล่าวหมิ่นประมาทหลวงพ่ออดุล ซึ่งครบ 7 วันในวันนี้ ซึ่งเมื่อช่วงเช้า ตนได้นำเรียนข้อกล่าวหาที่จะเอาผิดนายวรเดช ให้หลวงพ่ออดุลรับทราบว่า มีข้อหาใดบ้าง คือ 1.ข้อหาดูหมิ่นคณะสงฆ์ ตาม พรบ.สงฆ์ มาตรา 44 (ตรี) และ 2.ข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ตาม ป.อาญา มาตรา 393 แต่ภายหลังรับฟังการรายงานเรื่องคดี หลวงพ่ออดุล ได้กล่าวกับตนเองและทีมทนายว่า “หลวงพ่อขอบิณฑบาตทนาย (นายวรเดช) ได้ไหม เพราะหลวงพ่ออยากให้อภัยกับผู้ที่ดูหมิ่นหลวงพ่อ” ซึ่งทีมทนายกองทัพธรรม ก็เห็นว่า เป็นสิ่งที่ดี และคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัวบุคคล หากหลวงพ่อให้อภัยก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งทางทนายกองทัพธรรม ก็จะไม่ดำเนินคดีกับนายวรเดช ตามความประสงค์ของหลวงพ่ออดุล
น.ส.พัณณ์ชิตา กล่าวต่อว่า ส่วนอีก 1 คดี คือ คดีบุกรุกวัด ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ไม่สามารถยกเลิกหรือยกเว้นได้ เนื่องจากคดีนี้เป็นอาญาแผ่นดิน หากหลวงพ่ออดุล ไม่ดำเนินการ ก็จะเข้าข่ายความผิด ฐานเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกรณีนี้ทางทนายจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด