คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

CBRE ชี้อสังหาฯ ลักชัวรีปี 70 กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-พัทยาเด่น แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ จ่อคิวเปิดเพียบ

ที่มา: ข่าวสด

ซีบีอาร์อี ชี้ตลาดอสังหาฯ ลักชัวรี–ซูเปอร์ลักชัวรีไทยยังมีโอกาสเติบโตในปี 2570 จับตาทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ภูเก็ตขยับสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับโลก และพัทยารับแรงหนุน EEC ขณะที่ แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ เตรียมทยอยเปิดตัวต่อเนื่อง เผยยอดขายตลาดระดับบนครึ่งแรกปี 2569 แตะ 62% พร้อมจัดงาน CBRE ELITE LIVING 2026 รวบรวม 57 โครงการ ราคาเริ่มต้น 7.9 ล้านบาท เปิดโอกาสผู้ซื้อทั้งเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน

วันที่ 16 ต.ค. 2569 นางสาวอาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เปิดเผยว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีของไทยในปี 2570 ยังมีประเด็นน่าจับตา ทั้งการขยายตัวของโครงการใหม่ การแข่งขันด้านทำเล และความต้องการของผู้ซื้อกำลังซื้อสูง

โดยกรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน ขณะที่ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับนานาชาติ ส่วนพัทยามีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการเติบโตของ แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ (Branded Residences) หรือโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมและแบรนด์ระดับสากล ซึ่งมีแนวโน้มเปิดตัวเพิ่มขึ้นจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้กับโครงการและขยายฐานลูกค้าระดับบน

ทั้งนี้ข้อมูล CBRE Research ภายใต้โครงการ CBRE Elite Living 2026 สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีขึ้นไปของไทยยังมีความแข็งแกร่ง โดยยอดขายรวม ณ ครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 62%

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2562 กับไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า อุปทานหรือสินค้าที่เสนอขายในตลาดเพิ่มขึ้น 315% ขณะที่จำนวนยูนิตที่ขายได้เติบโต 368% แสดงให้เห็นว่าความต้องการซื้อขยายตัวตามอุปทานที่เพิ่มขึ้นในภาพรวม

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมียอดขายแล้ว 93% ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมียอดขายแล้ว 84% สะท้อนความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ในปี 2568 ยังพบอีกว่าชลบุรีและภูเก็ตมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติสูงสุดที่ 41% เท่ากัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 และทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมประเทศอยู่ที่ 25% ส่วนกรุงเทพฯ 24% เพิ่มจาก 13-15% ในปี 2562 สะท้อนอุปสงค์ต่างชาติที่ขยายตัวและหลากหลายมากขึ้น

กรุงเทพฯ เน้นทำเลใจกลางเมือง ภูเก็ตขยายตลาดอยู่อาศัย

สำหรับกรุงเทพฯ ทำเลที่น่าจับตาในปี 2570 ยังคงเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง เช่น หลังสวน วิทยุ อโศก และทองหล่อ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ดินและเป็นที่ตั้งของโครงการระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี โดยการแข่งขันมีแนวโน้มเน้นคุณภาพทำเล การออกแบบ ความเป็นส่วนตัว และมาตรฐานการอยู่อาศัย

ขณะที่ภูเก็ตกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวเป็นหลักสู่ตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งมีผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ผู้พำนักระยะยาว กลุ่มคนทำงานทางไกล และนักลงทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ข้อมูล CBRE Research ระบุว่า ยอดขายคอนโดมิเนียมเฉลี่ยต่อปีในภูเก็ตเพิ่มจากประมาณ 1,100 ยูนิต เป็น 5,200 ยูนิต เมื่อเปรียบเทียบช่วงปี 2558-2562 กับช่วงปี 2566-2568 ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายวิลล่าเฉลี่ยต่อปีเพิ่มจาก 130 หลัง เป็น 500 หลัง

ในครึ่งแรกปี 2569 คอนโดมิเนียมราคา 8 ล้านบาทขึ้นไปมียอดขายเติบโต 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนวิลล่าราคา 90 ล้านบาทขึ้นไปมียอดขายเติบโต 50%

ทำเลที่น่าจับตาของภูเก็ต ได้แก่ บางเทาและลายัน ซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกตอนกลาง มีจุดเด่นด้านชายหาด การเดินทาง และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว ขณะที่ราไวย์ อ่าวมะขาม และพันวา เป็นอีกกลุ่มทำเลที่มีโครงการบ้านพักตากอากาศและวิลล่าระดับบน

ด้านพัทยา จังหวัดชลบุรี ยังคงเป็นตลาดที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยทำเลวงศ์อมาตย์ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน

ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 พบว่า การเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิตทั้งโครงการมากกว่า 6 ล้านบาท เติบโต 83% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC

แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์จ่อเปิดตัวต่อเนื่อง

นางสาวอาทิตยา กล่าวอีกว่าอีกหนึ่งแนวโน้มที่ต้องจับตาในปี 2570 คือการขยายตัวของแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์ โดยพบว่า มีโครงการใหม่อยู่ระหว่างการวางแผนและเตรียมเปิดตัวต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีอยู่แล้ว

ตัวอย่างโครงการที่เริ่มเข้าสู่ตลาด ได้แก่ Upper House และ Capella Residences ซึ่งสะท้อนการต่อยอดแบรนด์โรงแรมเข้าสู่ธุรกิจที่อยู่อาศัยระดับบน

อย่างไรก็ตาม การมีแบรนด์ระดับสากลไม่ได้เป็นหลักประกันว่าโครงการจะประสบความสำเร็จ ผู้พัฒนายังต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพทำเล การออกแบบ และระดับราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถเปรียบเทียบทางเลือกการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับเมืองสำคัญทั่วโลกได้

CBRE จัดงาน 57 โครงการ ราคาเริ่ม 7.9 ล้านบาท

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและนักลงทุนเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัยระดับบน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย จัดงาน CBRE ELITE LIVING 2026 ภายใต้แนวคิด A Curated Showcase of Thailand’s Finest Properties and Overseas Investment Opportunities ระหว่างวันที่ 16-20 ต.ค.นี้ ที่ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน รวบรวมโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี 57 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ภายในงานประกอบด้วยบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีพร้อมเข้าอยู่ 44 โครงการ ราคา 15-300 ล้านบาท คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี 3 โครงการ ราคา 45-528 ล้านบาท บ้านพักตากอากาศ 5 โครงการ ราคา 7.9-157.5 ล้านบาท และโครงการที่อยู่อาศัยในลอนดอนจากเบิร์กเลย์ กรุ๊ป 5 โครงการ ราคา 560,000-4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง หรือประมาณ 24.9-178.4 ล้านบาท

นางสาวอาทิตยากล่าวว่า ความต้องการบ้านระดับลักชัวรีขึ้นไปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงในทำเลศักยภาพ รวมถึงผู้ที่ต้องการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว

การรวบรวมโครงการหลายทำเลไว้ในงานเดียวจึงเป็นช่องทางให้ผู้ซื้อเปรียบเทียบตัวเลือกทั้งด้านทำเล ราคา และลักษณะโครงการ ตลอดจนรับทราบข้อเสนอจากผู้พัฒนาโครงการที่เข้าร่วมงาน

สำหรับเป้าหมายยอดขายของงาน CBRE ELITE LIVING 2026 อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับบนในช่วงปลายปี 2569 และความสนใจของลูกค้าต่อโครงการที่อยู่อาศัยในประเทศไทยและต่างประเทศ

ขณะเดียวกันนางสาวอาทิตยา ยังกล่าวถึงในส่วนของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจาก 191 ประเทศ รวมกว่า 15,000 คน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ ถือเป็นโอกาสที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอาจใช้เข้าถึงนักลงทุนต่างชาติได้ แต่ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมติดต่อหรือเข้าเยี่ยมชมโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทยเพื่อซื้อหรือลงทุน

ความคิดเห็น