คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์สั่ง 100 โครงการใหม่เข้าระบบ ‘พิชชิง‘ เสนอผลตอบแทนเศรษฐกิจ ก่อนเดินหน้าสร้าง 27 ต.ค. 2569

ที่มา: bangkokbiznews.com

"บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์" ไฟเขียว 83 โครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว หรืออยู่ระหว่างก่อสร้างได้ไปต่อ โดยให้เวลา 1 ปีในการปรับตัวตามแนวปฏิบัติใหม่ ส่วนอีกกว่า 100 โครงการใหม่ต้องเข้าระบบพิชชิง แข่งขันเสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจก่อนได้รับอนุญาตก่อสร้าง

ในการแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ในวันที่ 27 ต.ค. 2569 ที่ประชุมได้สรุปแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เอไอของประเทศ โดยมุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบการลงทุน โดยไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขาธิการที่ประชุม เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้จัดกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ออกเป็น 7 ระดับ ตามขนาดการใช้ไฟฟ้า ดังนี้

- ระดับที่ 1: กำลังไฟฟ้า 0 – 0.5 เมกะวัตต์

- ระดับที่ 2: กำลังไฟฟ้า 0.5 – 5 เมกะวัตต์

- ระดับที่ 3: กำลังไฟฟ้า 5 – 10 เมกะวัตต์

- ระดับที่ 4: กำลังไฟฟ้า 10 – 20 เมกะวัตต์

- ระดับที่ 5: กำลังไฟฟ้า 20 – 50 เมกะวัตต์

- ระดับที่ 6: กำลังไฟฟ้า 50 – 200 เมกะวัตต์

- ระดับที่ 7: กำลังไฟฟ้า 200 เมกะวัตต์ ขึ้นไป

สำหรับระดับ 1–4 ขนาดเล็กไม่เกิน 20 เมกะวัตต์ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ (COP) เวอร์ชันพื้นฐาน ส่วนระดับ 5 และระดับ 6–7 ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไป จะใช้ COP เวอร์ชันที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ

สำหรับผู้ประกอบการเดิมที่เปิดให้บริการแล้วประมาณ 63 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 20 แห่ง รวมเป็น 83 แห่งจะอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยมีระยะเวลาปรับตัว 1 ปี ขณะที่โครงการใหม่ที่ยื่นเสนอเข้ามาแล้วกว่า 100 แห่ง จะต้องเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองและแข่งขัน หรือ พิชชิง ว่าใครสร้างประโยชน์ตอบแทนให้แก่เศรษฐกิจไทยสูงสุด

“ถ้ายังไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง ก็จะถือว่าเป็นโครงการใหม่ ซึ่งจะต้องมีการตั้งคณะกรรมกลั่นกรองขึ้นมา ทำเป็นระบบ Pitching ให้ผู้ที่จะขอใบอนุญาตเข้ามานำเสนอแผนว่าจะสร้างประโยชน์กับประเทศไทยได้อย่างไร เช่น พัฒนาคนหรือไม่ สร้างซัพพลายเชนหรือไม่ มี SME เข้าไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเอกชนก็ต้องแข่งขันกัน”

เคาะ 3 มาตรการจัดระเบียบลงทุน

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ ได้แก่

1) การจัดระเบียบการลงทุน มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี จัดทำ Data Center Dashboard เพื่อรวบรวมตำแหน่ง สถานะ และการใช้ทรัพยากร พร้อมกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม

2) การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยไม่บังคับใช้กติกาย้อนหลังกับโครงการที่ลงทุนแล้ว แต่ให้ปฏิบัติตาม COP ภายในระยะเวลา 1 ปี ส่วนโครงการใหม่จะต้องผ่านการกลั่นกรองและแข่งขัน หรือ พิชชิง ในการสร้างผลประโยชน์แก่ประเทศ เช่น การดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาทักษะแรงงาน

3) การกำกับดูแลด้วยธรรมาภิบาล ผ่านการจัดตั้ง Data Center One Stop Service (DC-OSS) โดยกระทรวงดีอี เพื่อบูรณาการข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ

‘กทม.’ วางเกณฑ์เข้ม ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ สั่งปิดทันทีหากพบสร้างความเดือดร้อน

ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงมาตรการกำกับดูแลในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า ในอดีตผู้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มักยื่นขออนุญาตในรูปแบบ ‘คลังสินค้า’ เพราะในเวลานั้นยังไม่มีการนิยามคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์

ดังนั้น กทม. จึงได้ออกระเบียบ ให้มีการเข้าตรวจวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุณหภูมิ เสียง ควัน และอัคคีภัย ซึ่งผู้ประกอบการเดิมในพื้นที่ยินดีปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มเติมของ กทม. ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

“กทม. ได้ออกระเบียบของเราเอง เพื่อไปตรวจผลกระทบต่อประชาชน เช่น เรื่องอุณหภูมิด้านนอก เรื่องเสียง เรื่องน้ำเสีย เรื่องเกี่ยวกับอัคคีภัย แม้กระทั่งไอน้ำที่ปล่อยมาจากตัวหอหล่อเย็นเชื้อราไหม แล้วก็เรื่องความเดือดร้อนรำคาญต่าง ๆ ก็จะเข้าไปตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้มีผลกระทบกับประชาชนเพิ่มเติม”

ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าโครงการใดสร้างมลพิษหรือความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนจริง กทม. พร้อมที่จะสั่งให้หยุดการดำเนินการทันที เพื่อสร้างความมั่นใจแก่สังคม

ความคิดเห็น