จับตาตลาดแห่เทขายหนัก ดันบอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่ง “สูงสุดรอบ 18 ปี” หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย กดดันขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นทั่วโลก ชี้บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นแตะ 3% ครั้งแรกรอบ 30 ปี ห่วงสะเทือนตลาดเงินไทย “ไทยบีเอ็มเอ” ชี้กระทบต้นทุนออกหุ้นกู้ บล.กสิกรไทย ระบุแตะ 5% ดันหุ้นส่งสัญญาณลบ “กรุงไทย” เตือนบอนด์ไทยเสี่ยงพุ่งตามโลก คาดกระทบจำกัด ธปท.มีช่องตรึงดอกเบี้ย
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดทุนของไทย
- การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ของไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนไทยแพงขึ้น
- สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดบอนด์ไทย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Bond Yield) ระยะยาวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 18 ปี กำลังกระทบวงกว้างต่อทิศทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน และตลาดเงินของไทยทำให้ทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนสูงขึ้น แม้มีปัจจัยหนุนด้านสภาพคล่องภายในประเทศคอยพยุงไว้
บลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวขึ้นสู่ระดับ “สูงสุดรอบเกือบ 2 ทศวรรษ” เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทำให้เกิดความกังวลเงินเฟ้อ และนักลงทุนเพิ่มความคาดหวังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
เมื่อวันที่ 1 ส.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเมื่อวันจัทร์ที่ 31 ส.ค.ตามมาตรวัดของบลูมเบิร์ก เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.72% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ช่วงกลางปี 2008 หรือนับตั้งแต่ช่วง “วิกฤติซับไพรม์” และปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 วันทำการ
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญผลักดันให้ผลตอบแทนสูงขึ้นมาจากท่าที “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด กล่าวสุนทรพจน์ที่แจ๊คสันโฮลเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.2569 ย้ำจุดยืนควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งตลาดตีความถึงสัญญาณความเป็นไปได้ขึ้นดอกเบี้ย
แรงเทขายพันธบัตรครั้งนี้เป็นความท้าทายใหม่สำหรับ “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่เพิ่งออกมาตรการเพิ่มในการควบคุมอัตราผลตอบแทนเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งเป็นความท้าทายสำหรับประธานธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นอาจกดดันเศรษฐกิจช่วงก่อนเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.นี้
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นแตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 6 จุดเปอร์เซนต์ ไปแตะ 3% ในวันอังคารที่ 1 ก.ย. ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1996 และสูงเป็นสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนในตลาดพันธบัตรโลกที่ลามไปถึงญี่ปุ่น
การที่บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับดังกล่าวเป็นครั้งแรกในศตวรรษนี้ ยังนับเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับตลาดตราสารหนี้ญี่ปุ่นที่กำลังกลับเข้าสู่ “ภาวะปกติ” หลังจากต้นทุนการกู้ยืมอ้างอิงเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 0% มานานหลายปี
พลวัตของตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบแห่งสุดท้ายของโลกในปี 2024 ทำให้ราคาพันธบัตรที่ในอดีตถูกควบคุมจากบีโอเจ กลับมาถูกกำหนดโดยนักลงทุนในและต่างประเทศมากขึ้น
พันธบัตรเผชิญแรงกดดันทั่วโลก
สถานการณ์พันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันมาหลายเดือน จากความกังวลการใช้จ่ายภาครัฐสูงขึ้นทั้งในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นสำหรับการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว
ขณะเดียวกันความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านปะทุขึ้นทำให้เกิดความกังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักนานทำให้น้ำมันแพงขึ้น
เจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่หลายคนคาดว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้ออีกหลายเดือน ดัชนีตราสารหนี้ทั่วโลกของบลูมเบิร์ก ซึ่งใช้ติดตามผลดำเนินงานของตลาดตราสารหนี้ ปรับตัวลดลง 0.9% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากปรับขึ้น 6.8% ในปี 2025
บอนด์ยีลด์สหรัฐยืนเหนือ 5% นานสุดรอบ 20 ปี
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.34% ช่วงกลางเดือน ส.ค.เป็นระดับสูงสุดรอบ 19 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา และอยู่ห่างจากระดับสูงสุดในรอบ 22 ปีเพียง 0.10 จุดเปอร์เซ็นต์
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดรวบรวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ถึงวันที่ 31 ส.ค.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปิดตลาดเหนือระดับ 5% มาแล้ว “55 วัน” เป็นจำนวนวันที่ปิดเหนือระดับดังกล่าวมากสุดรอบปี นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนล่าสุดวันอังคารอยู่ที่ 5.27%
การขาดดุลงบประมาณมหาศาล การออกหุ้นกู้ระลอกใหม่ของภาคเอกชน และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเป็นจุดชี้ขาด ล้วนเป็นแนวโน้มทำให้นักลงทุนระวังการลงทุนพันธบัตรช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
แนวโน้มพันธบัตรระยะยาวสูงต่อเนื่อง
จอห์น บริกส์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ Natixis North America กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมีแนวโน้มอยู่ระดับสูงต่อ “จนกว่าจะปฏิรูประบบสวัสดิการภาครัฐ ซึ่งทำให้การขาดดุลงบประมาณเปลี่ยนไป” และการซื้อคืนพันธบัตรสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบปัญหาทั้งหมด
ในเวลาเดียวกันการประชุมเฟดเดือน ก.ย.จะเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง โดยคาดว่าแรงเทขายพันธบัตรระยะยาวจะรุนแรงขึ้นหากเฟดลังเลขึ้นดอกเบี้ย
บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งเขย่าตลาดเงินไทย
นางสาวศิรินารถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐที่ขยับขึ้นได้ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ของไทยปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน ทว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า เนื่องจากไทยมีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและความต้องการกู้เงินของภาครัฐที่น้อยกว่า
ทั้งนี้การปรับขึ้นดังกล่าวกระทบต้นทุนออกหุ้นกู้แพงขึ้น แต่ด้วยสภาพคล่องระบบการเงินไทยอยู่ระดับสูงช่วยลดแรงกระแทกบอนด์ยีลด์ไทย และไม่ต้องออกมาตรการพยุงจากภาครัฐขณะนี้ ส่วนผลกระทบทางอ้อมอาจเห็นการดึงดูดเงินทุนไหลกลับเข้าดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกจากบอนด์ไทยและเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
กดดันบรรยากาศลงทุนตลาดหุ้นไทย
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า การพุ่งขึ้นแรงของบอนด์ยีลด์สหรัฐกดดันบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้น โดยเฉพาะหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี เข้าใกล้ 5% ในเชิงสถิติอดีตชี้ว่า ณ ระดับดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างบอนด์ยีลด์สหรัฐกับดัชนีตลาดหุ้นจะพลิกกลับทิศจากบวกเป็นลบทันที
“หากบอนด์ยีลด์สหรัฐต่ำกว่า 4% การปรับเพิ่มขึ้นมักสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ และดันดัชนีหุ้นปรับขึ้น แต่หากทะลุกรอบ 4-5% ขึ้นไป ต้นทุนการเงินจะสูงเกินศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจที่พิจารณาจาก Real potential growth 2-3% รวมกับเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% จะส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบสนองเชิงลบ”
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ระยะสั้นเคลื่อนไหวลักษณะ Sideway มีแนวรับสำคัญ 1,580 จุด และ 1,550 จุด ตามลำดับ เนื่องจากตลาดจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) กลางเดือน ก.ย.นี้ โดยเฉพาะการส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ย ควบคู่การติดตามความคืบหน้าคดีการเลือกตั้ง สว.ของไทย
“บอนด์ไทย” เสี่ยงพุ่งตามโลก แต่กระทบจำกัด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ประเมินผลกระทบจากบอนด์ยีลด์สหรัฐที่สูงขึ้นชี้ว่าผู้เล่นในตลาดต้องแยกสาเหตุการปรับตัวขึ้นแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ
ฉากทัศน์ที่ 1 “ดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น-ดันบาทอ่อนค่า” หากการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์มีชนวนเหตุจากความกังวลแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดหลังราคาพลังงานสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยลบกดดันเงินบาทอ่อนค่า โดยกลไกส่งผ่านมาจากราคาพลังงานสูงขึ้นกระทบต้นทุนการนำเข้า
ขณะเดียวกันราคาทองคำที่ย่อตัวลงจากดอกเบี้ยขาขึ้นจะหนุนแรงซื้อทองคำ (Buy on Dip) ของผู้เล่นในตลาด ซึ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงตามแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยดังกล่าว
ทั้งนี้คาดการณ์ทุกๆ การเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 50% เช่น จากขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง เป็น 1.5 ครั้งในปีนี้ จะสร้างแรงกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลง 25 สตางค์
มีปัจจัยเสี่ยงจากถ้อยแถลงล่าสุดของ Kevin Warsh ประธาน Fed ยิ่งเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า และเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์
ฉากทัศน์ที่ 2 “วิกฤติคลังสหรัฐ-เล่นธีม Debasement หนุนทอง-ดอลลาร์อ่อน” ในทางกลับกัน หากบอนด์ยีลด์สูงขึ้นจากความกังวลฐานะการคลังรัฐบาลสหรัฐตลาดจะเข้าธีมการเสื่อมค่าของเงินตรา ซึ่งตลาดจะเกิดแรงขายสินทรัพย์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ราคาทองคำได้รับแรงหนุนให้ปรับตัวขึ้น
“เงินบาท” มีลุ้นแข็งค่าแตะ 32.00-32.50 บาท
นายพูน กล่าวว่า แม้ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าจะสูงขึ้นแต่ยังประเมินเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นค่อยเป็นค่อยไป โดยสิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 มองกรอบเงินบาท 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์ และสิ้นปี 2569 คาดการณ์ที่ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับกรอบระยะสั้น 1 เดือน เคลื่อนไหวกรอบ 32.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์ และระยะ 3 เดือนที่ 32.25-34.25 บาทต่อดอลลาร์
ภายใต้ปัจจัยสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางไม่ทวีความรุนแรงจนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 1 เดือน ซึ่งจะเปิดทางให้ทั้ง Fed และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) “คงอัตราดอกเบี้ย” ตลอดปี
สำหรับ “บอนด์ยีลด์ระยะยาวไทย” แม้ได้รับแรงกดดันตามทิศทางบอนด์ยีลด์โลก แต่จะปรับขึ้นระดับจำกัดเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ซึ่งสะท้อนถึง ธปท.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งต่างจากธนาคารกลางหลักอื่นที่เผชิญแรงกดดันขึ้นอัตราดอกเบี้ย