คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

‘บิ๊กดุลย์’ โชว์วิสัยทัศน์เวที Beijing Xiangshan Forum ย้ำไทยเข้มแข็งจากภายใน

ที่มา: มติชน

‘บิ๊กดุลย์’ แสดงวิสัยทัศน์บนเวที Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 ชู ‘Strategic Autonomy’ ย้ำไทยเข้มแข็งจากภายใน เป็นมิตรกับทุกประเทศ มุ่งสร้างสันติภาพและเสถียรภาพร่วมกัน ร่วมเป็นสักขีพยานเซ็น MOU ความช่วยเหลือสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำ

เมื่อวันที่ 17 กันยาน ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุม Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 ณ Beijing International Convention Center กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “Build Consensus on Stability, Advance Security Governance Together” โดยมีผู้นำและผู้แทนระดับสูงด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากนานาประเทศเข้าร่วม

พล.ท.อดุลย์ ได้กล่าวปาฐกถาในการประชุมเต็มคณะ ระเบียบวาระที่ 1 (Plenary Session 1) หัวข้อ “International Order and Strategic Stability” หรือ “ระเบียบระหว่างประเทศและเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ร่วมกับผู้แทนระดับสูงด้านกลาโหมและความมั่นคงจากนานาประเทศ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยต่อสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศและแนวคิด Strategic Autonomy หรือความสามารถของประเทศในการกำหนดทางเลือกทางยุทธศาสตร์และรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ความเข้มแข็งจากภายในประเทศและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศมีพื้นที่ในการกำหนดทิศทางและทางเลือกทางยุทธศาสตร์ของตนเอง ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่หลายขั้วและหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยระเบียบระหว่างประเทศควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Respect, Mutual Trust, Mutual Benefit)

“ประเทศที่เข้มแข็งต้องเข้มแข็งจากข้างใน ย่อมมีพื้นที่ในการกำหนดทางเลือกทางยุทธศาสตร์ของตนเองมากขึ้น สำหรับประเทศไทย Strategic Autonomy ไม่ใช่การอยู่โดดเดี่ยว แต่คือความสามารถในการอยู่ร่วมกับทุกฝ่าย โดยไม่สูญเสียความเป็นอิสระในการตัดสินใจ”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครจะมีอำนาจมากที่สุด แต่ควรเป็นการสร้าง “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ที่มากขึ้น ประเทศต่าง ๆ สามารถแข่งขันกันได้โดยไม่ทำลายกัน มีความแตกต่างกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน และแม้จะมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ก็ยังสามารถร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้ ไทยพร้อมเป็น “หุ้นส่วนที่สร้างสรรค์” ดำเนินนโยบายที่เปิดกว้าง เป็นมิตรกับทุกประเทศ และยึดมั่นในหลักการ โดยกล่าวว่า

“ประเทศไทยไม่เลือกข้างมหาอำนาจ แต่เลือกข้างสันติภาพ ไม่เลือกการเผชิญหน้า แต่เลือกที่จะพูดคุย ไม่เลือกที่จะแบ่งขั้ว แต่เลือกที่จะร่วมมือ และไม่เลือกให้ประเทศใดประเทศหนึ่งกำหนดอนาคตของภูมิภาค แต่เลือกให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตร่วมกัน ประเทศไทยเชื่อว่า เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายมีความมั่นใจว่า ความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของประเทศหนึ่งจะไม่ทำให้อีกประเทศหนึ่งต้องสูญเสียความมั่นคง โดยไทยพร้อมนำหลักคิดดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ ผ่านการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ การสนับสนุนความเข้มแข็งและความเป็นแกนกลางของอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศควบคู่กับการใช้กลไกการหารือและความร่วมมือ เพื่อสร้างความไว้วางใจ ลดความเสี่ยงจากความเข้าใจผิด และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว’

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวในช่วงท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่การเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม แต่คือการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้สงครามไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยต้องการเห็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความมั่นคง โลกที่มีความสงบสุข และอนาคตที่ทุกประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สำหรับ Beijing Xiangshan Forum ถือเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระดับนานาชาติ โดยในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 20 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้ง และกำหนดการประชุมประกอบด้วยการประชุมเต็มคณะ 4 หัวข้อ และการประชุมคู่ขนาน 8 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ระเบียบระหว่างประเทศและเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ความเสี่ยงและความท้าทายต่อความมั่นคงในเอเชีย–แปซิฟิก ตลอดจนบทบาทและวิสัยทัศน์ของประเทศกำลังพัฒนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากการเข้าร่วม Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 แล้ว การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างไทย–จีนอย่างเป็นรูปธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เยี่ยมชมบริษัท NORINCO (China North Industries Corporation) เพื่อศึกษาแนวทางและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาขีดความสามารถ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับสากล โดยได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับระบบควบคุมบังคับบัญชา ระบบอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ตลอดจนเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ด้านการป้องกันประเทศ อาทิ รถถัง ยานเกราะ ระบบปืนใหญ่ และระบบอากาศยานไร้คนขับ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้หารือทวิภาคีกับ พล.ร.อ.ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทย–จีน รวมถึงโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือในมิติใหม่ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่

ภายหลังการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงระหว่างกองทัพเรือ โดย พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ผช.ผบ.ทร.) กับผู้แทนสำนักงานความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ (Office of International Military Cooperation: OIMC) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหารแบบให้เปล่า เพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย

การเข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ สะท้อนแนวทางของกระทรวงกลาโหมในการดำเนินความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอย่างสร้างสรรค์กับมิตรประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของไทย และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ความคิดเห็น