คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญความท้าทายในตลาดแรงงาน ที่ตำแหน่งงานอาจมีไม่เพียงพอต่อจำนวนคน การพัฒนาทักษะที่ AI ทดแทนได้ยากจึงสำคัญ ประสบการณ์จริงนอกห้องเรียนช่วยเตรียมความพร้อมได้
KEY POINTS
- AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญความท้าทายในตลาดแรงงานอนาคตที่ตำแหน่งงานอาจมีไม่เพียงพอต่อจำนวนคน
- คนรุ่นใหม่ต้องพัฒนาทักษะที่ AI ทดแทนได้ยาก เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ (High-touch) เพื่อสร้างความแตกต่างและเป็นที่ต้องการของตลาด
- ประสบการณ์ทำงานจริงนอกห้องเรียนเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมความพร้อม เพราะช่วยฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างความเข้าใจในโลกการทำงานจริง
จากห้องเรียนสู่เวทีประชุม IMF-World Bank 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่กำลังฝึกทักษะเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงาน และโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า อาจมีคนหางานมากกว่าตำแหน่งที่รองรับ พวกเขาจะเตรียมตัวอย่างไร และตลาดแรงงานจะสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มากพอหรือไม่
ในงานประชุมครั้งนี้มีเวทีพูดคุยครั้งสำคัญ ภายใต้เซสชัน 'Small AI, More and Better Jobs' ที่มีผู้ร่วมเสวนาคือ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก, Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ซึ่งหลักใหญ่ใจความคือ การแชร์ข้อมูลว่า ในช่วง 15 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ 1,200 ล้านคนจะมีอายุครบ 18 ปี และเข้าสู่ตลาดแรงงาน
คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจโลกในตอนนั้น จะสร้างงานได้เพียงพอสำหรับคนเหล่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข ไปจนถึงงานที่เคยต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของมนุษย์
สำหรับคนที่ทำงานอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้อาจหมายถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ แต่สำหรับนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ พวกเขากำลังเตรียมเข้าสู่โลกการทำงานที่กติกายังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขณะที่บางตำแหน่งงานอาจลดความต้องการคนลง และทักษะที่เคยเป็นข้อได้เปรียบอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
โจทย์สำคัญของคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน จึงไม่ใช่เพียงการกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่อาชีพใดบ้าง แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ด้วยการพัฒนาทักษะที่จำเป็นและสร้างจุดเด่นให้ตัวเอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานทำจริง ๆ แล้วทักษะเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และพวกเขาจะเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร
หนึ่งในโอกาสที่ทำให้นักศึกษาได้ทดลองใช้ทักษะเหล่านี้ในสถานการณ์จริง คือการเข้าร่วมเป็นสตาฟและอาสาสมัครในงานประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลากหลายแห่ง ได้สมัครเข้ามาเป็นสตาฟ เพื่อฝึกงานด้านต่างๆ ในงานประชุมระดับโลกครั้งนี้ โดยมีหน้าที่ตั้งแต่การให้ข้อมูล การประสานงาน การต้อนรับ และการสื่อสารกับบุคคลระดับสูงจากนานาประเทศ
ประสบการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอีกพื้นที่ให้พวกเขาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง พร้อมสำรวจว่าตัวเองมีทักษะด้านใด และยังต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติมก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว
ประสบการณ์จริงสำคัญไม่แพ้ความรู้ในห้องเรียน
สำหรับ ข้าว - พิมพ์พรรณ ฟูสินพัฒนะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่ฝ่าย Event Service ดูแลด้านการให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม
ข้าวเล่าว่า การได้ติดต่อประสานงานกับผู้คนจากหลากหลายประเทศเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เพราะทำให้เธอได้ฝึกทั้งภาษาอังกฤษและการสื่อสารในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องรับมือกับผู้คนและปัญหาที่แตกต่างกันไป
ประสบการณ์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายอาชีพในอนาคตของเธอ ซึ่งสนใจทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ (UN) หรือเป็นนักการทูต อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่ายังมีอีกหลายทักษะที่ตนเองต้องพัฒนา ทั้งจากการเรียนในมหาวิทยาลัยและประสบการณ์นอกห้องเรียน
มุมมองนี้สอดคล้องกับ ปอย - เมทิกา พุทธวิลัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสนใจทั้งอาชีพผู้สื่อข่าวและการทำงานในองค์กร UN
ปอยมองว่าการทำงานในงานประชุมระดับนานาชาติ แตกต่างจากการทำกิจกรรมอาสาสมัครทั่วไป เพราะต้องสื่อสารอย่างเป็นทางการ ทำงานร่วมกับบุคลากรจากหลายหน่วยงาน และแก้ปัญหาที่ไม่เป็นไปตามแผน เช่น การประสานงานเรื่องตารางเวลารถที่ไม่ตรงตามกำหนด
เธอมองว่าประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่นและรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่หลักประกันว่าจะพร้อมสำหรับตลาดแรงงานแล้ว
เมื่อถามถึง AI ที่เข้ามาเขย่าตลาดงาน ปอยมองว่า ยังไง AI ก็ไม่สามารถแย่งงานคนไปได้ทั้งหมด อย่างเช่นงานที่ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะแม้การใช้เครื่องมือ AI จะช่วยหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น แต่การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องอย่างเพียงพอ ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดได้เช่นกัน
“ถ้าเรายังมีสกิลในการคิดวิเคราะห์เป็น และสามารถหาเอกลักษณ์ของงานแต่ละงานได้ มันจะยังชูจุดเด่นทักษะมนุษย์ของเราได้อยู่” เธอแสดงความเห็น
High-tech ต้องมาพร้อม High-touch
นอกจากทักษะการคิดวิเคราะห์แล้ว ประสบการณ์การฝึกงานจากงานประชุม IMF ครั้งนี้ ยังทำให้นักศึกษามองเห็นความสำคัญของการสื่อสาร การวางตัว และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจากสถานการณ์จริง
ภูมิ - วชิรวิทย์ รุจิเลขปัญญา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมาฝึกงานอยู่ที่ประจำที่บูธ Thai Pavilion ในส่วน Royal Legacy เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 และหลักการทรงงานแก่ผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับทราบ
การได้ต้อนรับผู้คนจากหลากหลายประเทศ รวมถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ทำให้ภูมิได้ฝึกทักษะการนำเสนอ การสื่อสารสองภาษา การวางตัวและภาษากายให้เหมาะสมกับผู้ฟัง โดยเฉพาะในบริบทที่เป็นทางการเมื่อต้องพบปะบุคคลสำคัญระดับโลก
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงอนาคตด้านการทำงาน ภูมิมองว่า ควรฝึกตัวเองให้มีแนวคิด High-tech และ High-touch โดย High-tech คือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วน High-touch คือคุณค่าจากปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ทั้งการสื่อสาร ความจริงใจ และการแสดงออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์
“High-tech เป็นเรื่องของ AI ที่เข้ามาทำให้งานง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพดีขึ้นจริง แต่ High-touch ส่วนมากก็ยังคงมาจากมนุษย์ครับ”
สำหรับภูมิ การทำงานในอนาคตจึงอาจไม่ใช่การเลือกระหว่างมนุษย์กับ AI แต่เป็นการรู้ว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้ดี และงานส่วนใดที่ยังต้องอาศัยมนุษย์เข้ามาสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจ
แนวคิดนี้ยังปรากฏในมุมมองของ เรนเดียร์ - สายฝนพรหม เจียมจงกล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่ให้ข้อมูลแก่ผู้เข้าชม Royal Pavilion ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
แม้เธอยังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจนว่าจะทำอาชีพใดหลังเรียนจบ แต่สนใจงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การบริการ และการให้คำปรึกษา ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ายังต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกมาก โดยเฉพาะการทำงานกับผู้ใหญ่และการปรับตัวเข้ากับสังคมการทำงานที่มีความเป็นทางการ
เรนเดียร์มองว่าการทำงานครั้งนี้ช่วยให้เธอได้ฝึกพูด ฝึกปรับตัว และเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น แม้บางครั้งจะยังรู้สึกตื่นเต้นหรือติดขัดเมื่อต้องสื่อสารกับผู้ใหญ่ เพราะนี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์การทำงานแรกๆ ของเธอ
“งานบริการ การสื่อสารกับคนอื่น AI ยังไม่มีความเป็นมนุษย์มากพอที่จะทำให้เราเข้าใจถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ได้เท่ามนุษย์จริงๆ ค่ะ”
อย่างไรก็ตาม การมีทักษะด้านมนุษย์ไม่ได้หมายความว่า งานบริการหรือการสื่อสารจะปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทั้งหมด แต่หมายถึงการพัฒนาความสามารถเหล่านี้ควบคู่กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้นในบริบทที่เปลี่ยนไป
เมื่อ AI มาทำงานในวิชาชีพที่เด็กจบใหม่กำลังหางาน
ความกังวลเรื่อง AI ชัดเจนขึ้นในกลุ่มนักศึกษาที่กำลังเตรียมเข้าสู่วิชาชีพซึ่งเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยทำงานได้โดยตรง โดยเฉพาะสายการเงินและงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก
หงส์ - รัญชิดา สว่างศรี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (ภาคการเงิน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจทำงานสายที่ปรึกษาธุรกิจ (Consulting) หรือวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ซึ่งเป็นสายงานที่เธอมองว่า AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานได้หลายส่วน
“แต่เราเองก็ต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI เพื่อไม่ให้ AI มาใช้เราอย่างเดียว” หงส์ แสดงความเห็น
สำหรับเธอแล้ว ความท้าทายของการหางานในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่การหลีกเลี่ยงงานที่ AI ทำงแทนได้ แต่อยู่ที่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและเตรียมตัวให้พร้อม ขณะเดียวกัน เธอก็ต้องการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำให้มากขึ้น ทั้งความกล้าพูด กล้าทำ กล้าลอง เพราะยังมีบางสถานการณ์ที่ต้องการคำแนะนำจากผู้อื่น
ส่วน เนปจูน - วรารมย์ จาตุรนต์วศิน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ เอกอังกฤษ-อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนใจทำงานด้านการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ โดยมองว่าการได้ฝึกงานในงานประชุมครั้งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ และเพิ่มประสบการณ์ที่สามารถนำไปใส่ในประวัติการทำงานได้
เนปจูนมองว่าสายอาชีพด้านงานเขียนที่ต้องใช้ความคิดและความรู้สึก ยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์มีจุดแข็ง โดยเฉพาะเมื่อต้องถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน
“งานที่ต้องใช้ความรู้สึก แรงงานมนุษย์ก็ยังสำคัญและไม่มีอะไรมาแทนได้อยู่ดี เพราะมันต้องใช้อารมณ์และความรู้สึกที่ AI ทำไม่ได้”
ขณะที่ข้าวมองว่าความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การปฏิสัมพันธ์ และการคิดวิเคราะห์ยังเป็นศักยภาพสำคัญของมนุษย์ พร้อมเชื่อว่าการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คนรุ่นใหม่ยังมีโอกาสในตลาดแรงงาน
มุมมองของนักศึกษาทั้ง 6 คนแสดงให้เห็นว่า พวกเขาตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าต้องพัฒนาความสามารถด้านใดเพิ่มเติม เพื่อให้พร้อมสำหรับวิชาชีพที่ต้องการในอนาคต
การที่เด็กรุ่นใหม่ได้งานทำหรือไม่ได้งานทำในตลาดแรงงานที่ผันผวนแบบนี้ จึงอยู่ที่ว่าพวกเขาจะสามารถค้นหาว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไร สามารถสร้างคุณค่าให้กับงานได้อย่างไร และจะพัฒนาความสามารถเหล่านั้นให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างไร
อาชีพในฝัน เงินเดือนแรก และการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง
นอกจากการเตรียมทักษะเพื่อรับมือกับ AI แล้ว เป้าหมายอาชีพและเงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาทั้ง 6 คนยังสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขากำลังมองอนาคตบนพื้นฐานของทั้งความสนใจส่วนตัวและความเป็นจริงด้านค่าครองชีพ
ข้าวสนใจทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่เกี่ยวข้องกับ UN หรือเป็นนักการทูต โดยคาดหวังเงินเดือนเริ่มต้นอย่างน้อย 30,000 บาท เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ปอยสนใจอาชีพผู้สื่อข่าว การทำงานในองค์กร UN หรือการเรียนต่อ โดยคาดหวังเงินเดือนเริ่มต้นที่ 35,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากมองว่าค่าครองชีพในปัจจุบันค่อนข้างสูง และตัวเองยังต้องพัฒนาทักษะเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ภูมิมุ่งหวังทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์กร UN โดยคาดหวังเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 30,000-40,000 บาท แต่สำหรับเขา การสร้างคุณค่าให้ตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เขาอยากให้สกิลและความสามารถเป็นตัวสะท้อน Value ของแต่ละบุคคล แล้วค่าตอบแทนจะมาเอง
ขณะที่เนปจูนสนใจทำงานด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Diplomacy / International Relations) โดยตั้งเป้าเงินเดือนเริ่มต้นไว้ที่ 40,000 บาท
ส่วนหงส์ต้องการเข้าสู่สายที่ปรึกษาธุรกิจหรือวาณิชธนกิจ คาดหวังเงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาทขึ้นไป และตั้งใจพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น
สำหรับเรนเดียร์ ซึ่งยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 สนใจธุรกิจบริการ โรงแรม หรือการให้คำปรึกษา โดยมองเงินเดือนเริ่มต้นไว้ที่ประมาณ 20,000 บาท สำหรับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ พร้อมตั้งใจสะสมประสบการณ์เพื่อลดข้อบกพร่องและพัฒนาความสามารถในการทำงาน
ความคาดหวังของนักศึกษาทั้ง 6 คนแตกต่างกันไปตามสายอาชีพและเป้าหมายชีวิต แต่สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ พวกเขาต่างตระหนักว่าการได้งานและการเติบโตในอาชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
การเป็นสตาฟในงานประชุม IMF-World Bank 2026 แม้เป็นเพียงประสบการณ์ช่วงสั้นๆ ของนักศึกษาเหล่านี้ แต่สำหรับพวกเขา นี่คือโอกาสที่จะได้ทดลองทำงานในสภาพแวดล้อมจริง พบปะผู้คนที่หลากหลาย และค้นพบว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อะไรอีกบ้าง ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว