ถ้านึกถึงการเพิ่ม Productivity ในการทำงานของแต่ละคน ก็มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของเวลา ไม่ว่าจะบริหารเวลาให้ดีขึ้นอย่างไร จะลดเวลาประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร หรือ จะนำ AI มาช่วยทำงานได้อย่างไร ซึ่งจะมุ่งเน้นในเรื่องของเวลาเป็นหลัก
อย่างไรก็ดีในช่วงหลังได้เริ่มมีงานวิจัยที่ชี้ไปอีกทิศทางหนึ่งว่า การที่แต่ละคนจะเพิ่ม Productivity ได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการทำงานของสมองด้วย
ลองสังเกตดูแล้วจะพบว่า การมีเวลา 1 ชั่วโมงตอนเก้าโมงเช้า กับเวลา 1 ชั่วโมงตอนห้าโมงเย็นนั้น แม้เวลาจะเท่ากัน แต่คุณภาพในการทำงานของสมองและการคิดจะไม่เท่ากัน
ขณะเดียวกันถึงแม้อยู่ในช่วงที่สมองทำงานได้ดีที่สุด แต่หากเป็นงานที่เพียงตอบอีเมล ตอบไลน์ จัดเอกสาร หรือ งานที่ไม่มีความท้าทาย เวลาที่ดีที่สุดของสมองอาจจะถูกใช้ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งมีงานวิจัยสองชิ้นที่เกี่ยวข้องและสามารถนำไปใช้ในการเพิ่ม Productivity ของแต่ละคนได้
งานแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Rustout ซึ่งตรงข้ามกับ Burnout ได้มีบทความในวารสาร Monitor on Psychology ที่ระบุว่า Rustout คือภาวะการทำงานที่ไม่ได้ท้าทายความสามารถเพียงพอ อาจจะยุ่งตลอดวัน แต่ทำสิ่งที่ซ้ำซาก ไร้ความหมาย หรือ ไม่ได้ใช้ความสามารถที่ตนเองมี จึงเกิดความเบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ และ ค่อยๆ ถอนตัวจากงานโดยไม่รู้ตัว
พบบ่อยในคนที่ทำงานมานาน มีประสบการณ์และความสามารถที่เพิ่มขึ้น ทำให้งานที่เคยยากในอดีตกลายเป็นงานธรรมดา และหากความท้าทายของงานไม่ได้เพิ่มตามความสามารถ ก็อาจจะทำให้การทำงานไม่มีความน่าสนใจอีกต่อไป
งานชิ้นที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลาและการทำงานของสมอง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Chronobiology International พบว่าความสามารถในการทำงานของสมองไม่ได้สม่ำเสมอตลอดทั้งวัน ความสามารถในการรักษาสมาธิอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มดีที่สุดช่วงเช้า ขณะที่ Working Memory หรือการจำเพื่อการใช้งานจะทำงานได้ดีกว่าในช่วงบ่าย
ทั้งยังพบว่าแต่ละคนอาจจะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมกับตนเองที่แตกต่างกัน ทำให้แนวคิดในด้าน Productivity อาจจะต้องเปลี่ยนจากเดิมที่ดูเวลาที่ว่าง เป็นช่วงที่สมองเหมาะกับการทำงานประเภทไหนมากที่สุด
สมมติว่าช่วงเวลา 9-11.00 เป็นช่วงที่คิดได้ดีที่สุด แต่กลับใช้เวลาสองชั่วโมงดังกล่าวในการตอบกลับอีเมล ตอบไลน์ ทำงานประจำ ทำงานที่ไม่ท้าทาย ซึ่งถ้ามองในมุมของการบริหารจัดการเวลาอาจจะถือว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ถ้ามองในแง่ของการทำงานของสมองจะถือว่าใช้ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด (ช่วงเวลาที่สมองทำงานได้ดีที่สุด) ไปทำงานที่สามารถใช้ทรัพยากรธรรมดาไปทำให้สำเร็จได้
เมื่อนำงานวิจัยทั้งสองชิ้นมาดูควบคู่กันจะทำให้เห็นอีกมิติในเรื่องของ Productivity นั้น คือ งานที่ทำมีความท้าทายมากพอหรือไม่ และ เวลาที่ทำงานอยู่นั้นอยู่ในช่วงที่สมองเหมาะกับงานดังกล่าวหรือไม่?
ถ้างานไม่ท้าทาย ต่อให้อยู่ในช่วงที่สมองทำงานได้ดีสุด ก็อาจจะเกิดภาวะ Robust ขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นงานที่ท้าทายในช่วงที่สมองหมดพลังไปแล้ว ก็อาจจะรู้สึกว่างานยากเกินไป
อาจจะเริ่มทดลองและสังเกตตัวเองง่ายๆ ว่าในแต่ละวันนั้นช่วงเวลาประมาณ 9 โมงเช้า หรือ บ่ายโมง หรือ 4 โมงเย็น ช่วงไหนที่ระดับสมาธิ พลังงานในการทำงานของสมอง การจดจำ และการคิดสร้างสรรค์ ทำงานได้ดีที่สุด อาจจะพบว่า ช่วงเช้าเหมาะกับการเขียนหรือคิดเรื่องยาก ช่วงบ่ายเหมาะกับการประชุม และช่วงเย็นเหมาะกับการอ่านหรือทำงานประจำ
หรืออาจพบว่าตรงกันข้ามก็ได้ ประเด็นสำคัญคือ แต่ละคนต้องรู้ตัวเองว่าช่วงไหนของวันที่สมองของเราเหมาะกับการทำงานประเภทไหน และจะต้องจัดสรรงานที่ยากหรือท้าทายไปไว้ในช่วงที่เหมาะสม Productivity ไม่ใช่แค่การบริหารเวลาเท่านั้น
แต่เป็นการบริหารช่วงเวลาในการทำงานที่เหมาะสมของสมองด้วย เวลาใน 1 ชั่วโมงในแต่ละวันนั้นเท่ากัน แต่คุณภาพในการทำงานของสมองในช่วงเวลาดังกล่าวอาจจะไม่เท่ากันได้