ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ที่เคยเตรียมตัวรับน้ำกันเป็นประจำ กลับกลายเป็นว่าหลายครอบครัวต้องเร่งยกของขึ้นที่สูง หารถไปจอดในพื้นที่ปลอดภัย และหาเรือมาเตรียมไว้ ขณะที่บางคนต้องหยุดงาน หยุดค้าขาย และนำเงินที่เก็บสะสมไว้มาใช้กับการป้องกันและซ่อมแซมบ้าน คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ปีนี้น้ำจะสูงแค่ไหน” แต่เริ่มกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “น้ำท่วมซ้ำซากแบบนี้ จะแก้ได้หรือไม่ และรัฐบาลคิดจะแก้ปัญหาอย่างจริงจังหรือไม่” น้ำมาเร็วกว่าที่คาด จากวันละ 10-20 เซนติเมตร กลายเป็นเกือบ 1 เมตร
นายหัสนัย เหมือนขวัญ อายุ 51 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลท่าดินแดง กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ชาวบ้านรู้ดีว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลากจะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำ แต่ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก นายหัสนัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเห็นการประกาศของ ส.ส. ที่ระบุว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วม ประกอบกับสถานการณ์น้ำในช่วงที่ผ่านมาเริ่มช้ากว่าปกติ ทำให้ตนเองและชาวบ้านบางส่วนมีความมั่นใจว่าน้ำอาจไม่ท่วม หรือหากท่วมก็คงไม่รุนแรงมากนัก จึงไม่ได้เร่งเตรียมตัวมากเหมือนทุกปี แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ระดับน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปกติที่เคยเพิ่มวันละประมาณ 10-20 เซนติเมตร กลายเป็นเพิ่มขึ้นในระดับเกือบ 1 เมตรต่อวัน ทำให้ชาวบ้านตั้งรับและขนย้ายสิ่งของได้ไม่ทัน
นายหัสนัยกล่าวอีกว่า ครอบครัวของตนมีบ้านญาติอยู่ใกล้กัน 3 หลัง เมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลากจะช่วยกันเก็บข้าวของขึ้นที่สูงเป็นประจำ แต่ปีนี้น้ำมาเร็ว จึงต้องเร่งขนย้ายสิ่งของหนีน้ำกันอย่างเร่งด่วน สิ่งที่นายหัสนัยต้องการสะท้อน ไม่ใช่เพียงเรื่องระดับน้ำ แต่เป็นภาระที่ชาวบ้านต้องแบกรับทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม เพราะแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือหรือเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและรายได้ของครอบครัวไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด
“ชาวบ้านไม่มีใครอยากได้เงินเยียวยาหรอก ถ้าไม่ต้องน้ำท่วมได้จะดีกว่า เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วมต้องเสียเงินป้องกันบ้าน ซ่อมแซมบ้าน ล้างบ้าน และบางช่วงไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ ทำงานค้าขายเก็บเงินมาได้หลายเดือน พอน้ำท่วมเงินก็หมดไปกับการซ่อมบ้านและแก้ปัญหาน้ำท่วม ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากยังลืมตาอ้าปากได้ยาก”
นางประครอง สุขนิธิ อายุ 87 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่อยากฝากถึงนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี หลังจากเคยลงพื้นที่พบชาวบ้านที่วัดโคกหิรัญ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา นางประครองเล่าว่า ในครั้งนั้นตนได้เดินทางไปร่วมกับชาวบ้าน และมีโอกาสฟังนายกรัฐมนตรีพูดคุยกับประชาชน โดยยังจำได้ว่านายกรัฐมนตรีกล่าวกับชาวบ้านในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม และมีความหวังว่า ต่อไปชาวอยุธยาจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอีก
นางประครองยังจำได้ถึงคำพูดที่นายกรัฐมนตรีพูดกับชาวบ้านในทำนองว่า ต่อไปชาวอยุธยาจะไม่ต้องนำรถยนต์ไปจอดหนีน้ำบนถนน และจะสามารถใช้ถนนสัญจรได้อย่างสะดวกเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะท่วมอีก แต่เมื่อมาถึงปีนี้ สถานการณ์น้ำกลับมาอีกครั้ง ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น และน้ำได้เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอีกครั้ง
นางประครองจึงอยากฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า “วันนี้อยากฝากให้นายกรัฐมนตรีช่วยดูแลปัญหาน้ำท่วมของชาวอยุธยา” เพราะสำหรับคนวัย 87 ปีที่ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมมาหลายครั้ง ความหวังไม่ได้อยู่ที่การได้รับเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง น้ำมาเร็ว แม้แต่เรือก็เตรียมไม่ทัน
ด้านนางนันทนา ดีศรี อายุ 65 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า บ้านของตนได้รับผลกระทบทั้งจากน้ำฝนและน้ำที่เอ่อล้นตลิ่ง โดยระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าท่วมบ้าน แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี แต่นางนันทนากล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ปีนี้รับมือยาก คือความรวดเร็วของระดับน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปีนี้น้ำยังมาช้ากว่า เพราะปีที่แล้วเริ่มท่วมตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเมื่อเห็นว่าน้ำยังไม่ท่วม ก็รู้สึกดีใจและคิดว่าสถานการณ์อาจจะไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงช่วงเย็นวานนี้ ระดับน้ำกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเข้าท่วมบ้าน แม้แต่เรือก็ยังเตรียมไม่ทัน ต้องรอลูกเดินทางมาช่วยนำเรือเข้ามา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ชาวบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากจะมีประสบการณ์และรู้วิธีรับมือกับน้ำ แต่หากน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวที่เคยทำเป็นประจำก็อาจไม่เพียงพอ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องเผชิญกับน้ำท่วมทุกปี อยากให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างไร นางนันทนากล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “การแก้ปัญหาน้ำท่วมทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่ยอมแก้ ถ้าเขาแก้ต้องไม่ท่วม เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เขารู้ปัญหาอยู่แล้ว เราเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ยอมกันไป พูดอะไรไม่ออก