สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงน่าเป็นห่วง หลังเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองต่าง ๆ ในอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 50-70 เซนติเมตร และน้ำได้ทะลักเข้าพื้นที่ชุมชนแล้วทั้ง 16 อำเภอ
วันนี้ (3 ต.ค. 69) สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หลังปริมาณน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่ระบายลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับเขื่อนพระราม 6 อำเภอท่าเรือ ระบายน้ำลงแม่น้ำป่าสัก 616 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50-70 เซนติเมตร
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว 16 อำเภอ 181 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน และ 57 ชุมชน รวม 48,704 ครัวเรือน โดยครอบคลุมพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล บางไทร พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางปะหัน ลาดบัวหลวง นครหลวง วังน้อย อุทัย ท่าเรือ ภาชี บ้านแพรก บางซ้าย และมหาราช ทั้งนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่อำเภอเสนา
ขณะที่ พื้นที่ชุมชนหมู่ 1 และหมู่ 2 ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 1.80 เมตร ถนนและซอยทางเข้าชุมชนถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทำให้ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออกพื้นที่
ด้าน นางสมพงศ์ อายุ 69 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า บ้านของตนเองถูกน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร และพักอาศัยอยู่เพียงลำพัง ปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพ มีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายได้ จึงต้องพายเรือออกจากบ้านเพื่อไปซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นมาเก็บไว้ภายในบ้าน โดยระยะทางจากบ้านออกมายังถนนประมาณ 300 เมตร
นางสมพงศ์กล่าวว่า ตนเองว่ายน้ำไม่เป็น จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการพายเรือ โดยเฉพาะช่วงที่ระดับน้ำท่วมสูงและเส้นทางภายในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขณะที่เรือพลาสติกที่ใช้งานมานานหลายปีเริ่มแตกรั่ว ทำให้น้ำไหลเข้าเรือตลอดเวลา และต้องคอยวิดน้ำออกระหว่างเดินทาง ส่งผลให้การใช้ชีวิตเพียงลำพังในช่วงน้ำท่วมเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ขณะที่ นางสมพิศ อายุ 62 ปี กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความลำบากในการเดินทางอย่างมาก โดยต้องพายเรือออกจากบ้านวันละ 2 เที่ยว เพื่อไปส่งลูกหลานไปทำงาน ขณะที่ตนเองมีปัญหาการมองเห็น โดยมองไม่เห็น 1 ข้าง และที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ แต่มีเรือใช้งานเพียง 1 ลำ
นางสมพิศกล่าวเพิ่มเติมว่า ระดับน้ำภายในบ้านสูงเกือบมิดศีรษะ ทำให้ต้องเร่งยกข้าวของเครื่องใช้ขึ้นที่สูง แต่เนื่องจากพื้นที่ภายในบ้านมีไม่เพียงพอ จึงต้องนำสิ่งของบางส่วนใส่แผ่นโฟมเพื่อให้ลอยน้ำไว้ พร้อมระบุว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักขึ้น และยอมรับว่าชุมชนตั้งอยู่ติดแม่น้ำและเป็นพื้นที่รับน้ำ แต่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยบริหารจัดการและระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
“ถ้าน้ำท่วมแค่ระดับเอว อย่างน้อยยังพอเดินลุยน้ำออกมาได้ แต่ตอนนี้น้ำสูงมาก ต้องใช้เรืออย่างเดียว ทำให้ชีวิตประจำวันลำบาก” นางสมพิศกล่าว
“อีจัน” ขอให้ชาวอยุธยาปลอดภัย และสถานการณ์คลี่คลายในเร็ววันครับ