คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอ่างทอง · เปลี่ยน

ย้อนคดี “เบน สมิธ” จากนักธุรกิจใกล้ชิดคนดัง สู่หมายจับหลอกลงทุน–สอบเงินข้ามชาติเข้าหุ้นไทย

ที่มา: The Thaiger

ย้อนคดี “เบน สมิธ” จากนักธุรกิจใกล้ชิดคนดัง สู่หมายจับหลอกลงทุน–สอบเงินข้ามชาติเข้าหุ้นไทย

ชื่อของ เบน สมิธ ปรากฏในข่าวทั้งการเมือง สแกมเมอร์ การอายัดทรัพย์ และตลาดหุ้น จนคนที่เพิ่งเริ่มติดตามอาจสงสัยว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ เรื่องของเขาหลายส่วนเชื่อมโยงกัน แต่ต้องแยกระหว่าง ข้อกล่าวหาเรื่องเครือข่ายสแกมเมอร์ คดีหลอกลงทุนที่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ และการตรวจสอบเส้นทางเงินกับการถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569

เบน สมิธ เป็นใคร ทำไมจึงเป็นข่าวในไทย?

เบน สมิธ มีชื่อเดิมว่า เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) เกิดในแอฟริกาใต้ และมีข้อมูลเอกสารว่าได้รับสัญชาติกัมพูชา เขาประกอบธุรกิจและมีความสัมพันธ์กับนักธุรกิจ รวมถึงบุคคลในแวดวงการเมืองของไทยและกัมพูชา

ข้อมูลที่ถูกตรวจสอบเผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า เขาเคยได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาในกัมพูชา และช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 เคยยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่ไม่ได้รับอนุญาต

ความสนใจต่อเบนเพิ่มขึ้นจากข่าวความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจและภาพการพบปะนักการเมือง อย่างไรก็ตาม การรู้จักหรือมีภาพร่วมกันเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าบุคคลในภาพร่วมกระทำความผิดกับเขา

ปี 2568 เริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องเงินจากเครือข่ายสแกมเมอร์

ประเด็นขยายวงในปี 2568 เมื่อมีงานข่าวสืบสวนและการอภิปรายในสภาตั้งคำถามถึงบทบาทของเบน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ ยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชา และกลุ่มธุรกิจธนาคาร B.I.C.

วันที่ 30 กันยายน 2568 รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน อภิปรายกล่าวหาเบนว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทาและการฟอกเงิน พร้อมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับนักการเมืองไทย

ข้อสงสัยสำคัญคือ มีการนำเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายไปหมุนผ่านธุรกิจหรือการลงทุน เพื่อทำให้ดูเหมือนเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยเส้นทางเงินและหลักฐานของแต่ละธุรกรรม

ด้านเบนออกแถลงการณ์วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน หรือการค้ามนุษย์ระบุว่าตนและครอบครัวถูกโจมตีด้วยข้อมูลเท็จ และจะดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียง

คดีหลอกลงทุนกว่าพันล้าน มีต้นเรื่องย้อนไปปี 2559

อีกส่วนหนึ่งเป็นคดีที่นักลงทุนต่างชาติเข้าร้องทุกข์ โดยตำรวจระบุว่าพฤติการณ์เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 เมื่อผู้เสียหายต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในไทย และรู้จักกับเบนซึ่งเสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน

ตำรวจอธิบายว่า ช่วงแรกมีการลงทุนจริง ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อใจ ก่อนถูกชักชวนให้ลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่อง ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ต และธุรกิจพลังงาน โดยผู้เสียหายร้องว่าเสียเงินรวม กว่า 1,000 ล้านบาท

จุดสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่ว่า การชักชวนและการนำเงินไปใช้เป็นการลงทุนตามข้อตกลงจริง หรือเป็นการหลอกลวงตามที่ผู้เสียหายกล่าวหา

ต่อมาศาลอาญาออกหมายจับ เบนและแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง สมคบเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ก่อนตำรวจเปิดเผยปฏิบัติการตรวจค้นสถานที่เกี่ยวข้อง 6 จุดในช่วงต้นเดือนมีนาคม

ฝั่ง วิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของเบน โต้แย้งว่าคดีเป็นข้อพิพาททางธุรกิจ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าเบนเป็นสแกมเมอร์ตามที่ถูกกล่าวหาทางการเมือง พร้อมระบุในขณะนั้นว่า ลูกความยังไม่พร้อมกลับไทยและกังวลเรื่องการได้รับประกันตัว

ทำไมมีข่าวอายัดทรัพย์ และเกี่ยวกับคดีอาญาอย่างไร?

ระหว่างการตรวจสอบ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ดำเนินการกับทรัพย์สินที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่าย โดยมีทั้งการยึดหรืออายัดชั่วคราว และการส่งเรื่องให้อัยการยื่นต่อศาลแพ่ง

ต้องแยกสองกระบวนการออกจากกัน คือ คดีอาญาที่ตรวจสอบความผิดของบุคคล กับ กระบวนการตรวจสอบว่าทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ การอายัดชั่วคราวยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดว่าเจ้าของทรัพย์มีความผิด

ข่าวในช่วงต้นปี 2569 มีตัวเลขทรัพย์สินหลายชุด ครอบคลุมทั้งเบน ยิม เลียก และเครือข่ายอื่น จึงไม่ควรนำยอดทั้งหมดมาเรียกว่าเป็น “เงินของเบน” หรือความเสียหายจากคดีหลอกลงทุนรายเดียว

ล่าสุด 27 ตุลาคม 2569 ขยายผลถึงกองทุนต่างประเทศและหุ้น VGI

ความคืบหน้าล่าสุดคือการแถลงร่วมของตำรวจ หน่วยงานต่อต้านการฟอกเงิน และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ถึงการตรวจสอบเงินที่ผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศ ก่อนกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย

ตำรวจกล่าวหาว่า เครือข่ายของเบนและยิมใช้โครงสร้างการเงินหลายชั้นเพื่อปกปิดแหล่งเงินและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง โดยระบุบทบาทของเบนว่าเป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ ส่วนยิมเกี่ยวข้องกับการควบคุมช่องทางธนาคารและกองทุน ทั้งหมดเป็นพฤติการณ์ที่ฝ่ายสืบสวนต้องนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ในส่วนตลาดทุน ประเด็นหลักที่เปิดเผยคือ การซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ผ่านผู้ลงทุน 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีแหล่งเงินและผู้รับประโยชน์เชื่อมโยงกัน

หากผู้ลงทุนเหล่านี้กระทำการร่วมกัน ก็ต้องพิจารณาสัดส่วนหุ้นรวม ไม่ใช่ดูแยกเป็นรายชื่อ เจ้าหน้าที่ระบุว่ากลุ่มดังกล่าวถือหุ้นรวมเกิน 25% ของสิทธิออกเสียง แต่ไม่ได้รายงานและไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การดำเนินคดีเพิ่มเติม รวมถึงข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน

การตรวจสอบนี้มุ่งที่พฤติการณ์ของกลุ่มผู้ลงทุน ไม่ได้หมายความว่า VGI หรือบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งที่ถูกกล่าวถึงในเส้นทางเงินเป็นผู้ร่วมกระทำผิด

ตอนนี้คดีถึงไหนแล้ว?

ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เบนมีหมายจับในคดีหลอกลงทุน และมีความคืบหน้าการดำเนินคดีเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางเงินและการถือหุ้น ขณะที่ตำรวจระบุว่าเขายังอยู่ต่างประเทศและอยู่ระหว่างติดตามตัว

เรื่องที่ต้องติดตามต่อคือ การนำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการ การพิสูจน์แหล่งที่มาของเงิน ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และคำวินิจฉัยเรื่องทรัพย์สิน โดยยังไม่ควรนำข้อกล่าวหาทั้งหมดไปเขียนเสมือนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

- ด่วน ออกหมายจับ เบน สมิธ-ยิมเลียก-แคทรียา ปมฟอกเงิน อั้งยี่ โยงหุ้น 1.6 หมื่นล้าน

- ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ “ก๊กอาน-เบน สมิธ-ยิมเลียก-เฉินจื้อ” รวม 1.3 หมื่นล้าน

- ลือสะพัด! ดร.มัลลิกา เผย เฉินจื้อ สารภาพเป็นแค่ลูกจ้าง ซัดทอด “วุ้นเส้น”

ความคิดเห็น