คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอ่างทอง · เปลี่ยน

หวั่นข้อจำกัดการผลิตอุปกรณ์-ติดตั้ง ทำโซลาร์ครัวเรือนไปไม่ถึงเป้าหมาย

ที่มา: ข่าวสด

จี้รัฐเช็กความพร้อมของผู้ผลิต-ติดตั้ง โซลาร์ภาคครัวเรือน หวั่นทำจริงไม่ได้ ย้ำต้องประเมินทุกอย่างก่อน เพื่อให้มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน เปิดเผยถึงการจัดงานสัมมนา “เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ของเครือมติชน ว่า

มีความสนใจแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือน ซึ่งมีการเตรียมวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท นั้นว่ารัฐจะสามารถผลักดันให้เกิดการติดตั้งได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะนอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังต้องพิจารณาความพร้อมของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ติดตั้ง และกำลังการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์ โดยเฉพาะอินเวอร์เตอร์ ยังมีข้อจำกัด หากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายการติดตั้งในระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องตอบให้ได้ว่าผู้ผลิตในประเทศสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันหรือไม่ รวมถึงมีบริษัทติดตั้งจำนวนมากเพียงพอที่จะรองรับโครงการหรือไม่ เพราะหากเงินงบประมาณพร้อม แต่ผู้ผลิตและผู้ติดตั้งไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ ก็อาจทำให้มาตรการไม่สามารถเบิกจ่ายหรือนำเงินไปใช้ได้เต็มจำนวน

“ผมอยากรู้มากเลยว่าแนวทางการเปลี่ยนผ่านนโยบาย ที่บอกว่าจะช่วยเรื่องโซลาร์ครัวเรือน นั้นจะทำอย่างไร เพราะปัจจุบันผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ทั้งประเทศผลิตได้ประมาณ 700 เมกะวัตต์ต่อปี แล้วถ้าจะเพิ่มเป้าหมายขึ้นไปอีก ผู้ผลิตมีพอหรือยัง ผู้ติดตั้งมีเยอะพอหรือยัง กลัวอย่างเดียวคือเอาเงิน 200,000 ล้านบาทของงบประมาณมาแล้วเก็บไม่หมด” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ก่อนเดินหน้ามาตรการ ควรมีการประเมินกำลังการผลิตของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดอย่างชัดเจน ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ประกอบ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงบริษัทผู้ติดตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะหัวใจสำคัญของนโยบาย ไม่ใช่เพียงการตั้งวงเงิน หรือกำหนดจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับสิทธิ แต่ต้องทำให้เงินดังกล่าวเปลี่ยนเป็นการติดตั้งจริง เกิดการลดค่าไฟให้ประชาชน และสร้างการลงทุนในระบบพลังงานได้ตามเป้าหมาย

“หากรัฐเตรียมวงเงินจำนวนมาก แต่ไม่ได้ตรวจสอบข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต และกำลังติดตั้งอย่างรอบด้าน อาจเกิดปัญหาเงินงบประมาณเหลือใช้ไม่หมด และต้องนำไปปรับเปลี่ยนใช้ในด้านอื่นแทน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มโครงการ คือการตอบให้ได้ว่า “เงินพร้อมแล้ว แล้วคนทำพร้อมหรือยัง” เพื่อให้มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงมีงบประมาณจำนวนมากอยู่ในแผนเท่านั้น” นายตรีรัตน์ กล่าว

ความคิดเห็น